แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ health แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ health แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การเลือกอาหารตามช่วงอายุ เพื่อสุขภาพที่ดี

      

       ช่วงวัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 หรืออายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ควรเลือกกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ และถั่วต่างๆ รวมถึง ข้าวและแป้งเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วย ผัก ผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนม และแคลเซียมต่างๆ เป็นอันดับสาม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย
     
       วัยขึ้นต้นเลข 3 ต้องระวังอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม จะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ และควรเลือกกินอาหารที่ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอล อย่างเช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ อาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีทที่มีใยอาหารสูง ซึ่งจะช่วยให้อิ่มท้องนานและมีผลดีต่อระบบลำไส้
     
      วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 สภาพร่างกายก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะผู้หญิง ผู้ชายก็จะเริ่มมีโรคต่างๆ ที่ไม่เคยออกอาการ ดังนั้นควรเลือกกินผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง และสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง วิตามินซี  น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ และควรเลือกกินโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น เต้าหู้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
     
       วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5  ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง และเลือกชนิดที่ไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน วัยนี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ เช่น นม โยเกิร์ต ปลาตัวเล็ก ผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบร็อคโคลี่ จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง

Credit:smartsme

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับการเลือกอาหารให้เข้ากับอายุนะครับแล้วกลับมาพบกันใหม่กับ 

 B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อาหารที่ช่วยตับขับสารพิษ

วันนี้มาพบกับเรื่องเกี่ยวกับตับ มีอะไรบ้างเราลองไปรับชมกันครับว่ามีอะไรบ้าง เริ่มเรามารู้จักกับ ตับ กันครับว่ามีหน้าที่ทำอะไร

         ตับ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน เมื่อตับแข็งแรงก็จะส่งผลต่อสุขภาพที่ดี เพราะตับช่วยลดการติดเชื้อ และขจัดของเสียออกจากร่างกาย การทานอาหารที่ดีเป็นประจำ จะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารที่ช่วยตับในการล้างพิษ

- กระเทียม หัวหอม มะนาว ผักใบเขียว ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำปลี เพราะจะทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็นกลาง ช่วยเพิ่มผลิตน้ำดีที่ช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้

- องุ่น ส้ม แคนตาลูป มะละกอ พรุน ลูกเกด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปกป้องตับจากอนุมูลอิสระทีมีปริมาณสูงขึ้นในกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย

- ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ซึ่งมีวิตามินบีสูง

- ผักผลไม้ที่อุดมไปด้วย วิตามินซี

- พืชที่มีรสเปรี้ยวและผักใบเขียว ช่วยในการล้างพิษของตับ

- ไข่แดง ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อปลา ซึ่งมี เลซิติน ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับ

- เนื้อสับ ถั่วขาว เนื้อไก่ หอยนางรม มีธาตุสังกะสี ช่วยให้ตับทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

        อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะตับสามารถผลิตคอเลสเตอรอลได้เพียงพอต่อร่างกายอยู่แล้ว และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อหลีกเลี่ยงโรคตับแข็งนะครับ แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ผัก 10 ชนิด... ที่ไม่กินไม่ได้แล้ว


วันนี้ก็นำเรื่องเกี่ยวกับผัก 10 ชนิดมาฝากกัน มาดูกันครับว่า มีอะไรบ้าง ให้ประโยชน์อะไรบ้าง เชิญรับชมได้เลยครับผม


ผัก 10 ชนิด... ที่ไม่กินไม่ได้แล้ว
1. ผักกาดขาว : ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลตสูง ช่วยบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์
2. ต้นหอม : มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการหวัด และมีสารฟลาโลนอยด์ช่วยต้านมะเร็ง
3. หอมหัวใหญ่ : ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
4. คะน้า : มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง
5. ตำลึง : มีวิตามินเอสูง ซึ่งดีต่อดวงตา พร้อมเส้นใยจับไนเตรต ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
6. มะระ : มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ ถ้านำมาคั้นน้ำดื่มจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
7. บัวบก : มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
8. ชะอม : ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ
9. ถั่วพู : มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
10. ผักชี : ช่วยขับลม บำรุงธาตุ ย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง

Credit: kapook

เป็นอย่างไรบ้างครับกับผัก10ชนิด หวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้กันไปเต็มๆแล้วก็อย่าลืมทานผักกันนะครับผม แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ข้อดีของ 5 อาหารยอดแย่ที่สาวๆ ชอบเมิน

  ข้อดีของ 5 อาหารยอดแย่ที่สาวๆ ชอบเมิน

เมื่อมีความเชื่อเกี่ยวกับอาหารบางประเภทที่ว่าไม่ดีกับสุขภาพ แต่ในมุมของข้อเสีย ก็แอบมีข้อดีที่มีประโยชน์เหมือนกันนะครับ ว่ามีอะไรกันบ้าง


         ไข่ไก่ การกินไข่ทุกวันไม่ดีเพราะมีคอเลส-เตอรอล และไข่แดงยิ่งเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพ ความจริงแล้ว : ไขมันและไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุใหญ่ในการเพิ่มคอเลสเตอรอลในเลือดมากกว่าคอเลสเตอรอลที่มีอยู่ในอาหารตามธรรมชาติ และไข่แดงยังมี Lutein และ Zeaxanthin ที่การวิจัยพบว่าสามารถลดความเสี่ยงภาวะจอประสาทตาเสื่อม (AMD) ในผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาเหตุของการตาบอดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี

         เนื้อวัว เนื้อวัวอุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอ-รอล เป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ

         เนื้อวัว เนื้อวัวอุดมไปด้วยไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอ-รอล เป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ความจริงแล้ว : เนื้อแดงของเนื้อวัวนั้นเป็นแหล่งของโปรตีนและธาตุเหล็ก แร่ธาตุที่จำเป็นสำหรับการลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปยังเซลล์ทั่วร่างกาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่สูญเสียธาตุเหล็กจากคลอดบุตร ลองเลือกเนื้อที่มีสีแดงเข้ม มีลายหินอ่อนเล็กน้อยก็จะเป็นเนื้อส่วนดีที่มีไขมันน้อย

        ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตขึ้นชื่อเรื่องน้ำตาลสูง ไขมันก็สูง และรสชาติหวานมันย่อมไม่ดีกับคุณแน่ๆ

        ช็อกโกแลต ช็อกโกแลตขึ้นชื่อเรื่องน้ำตาลสูง ไขมันก็สูง และรสชาติหวานมันย่อมไม่ดีกับคุณแน่ๆ ความจริงแล้ว : ดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้นมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์ที่ช่วยป้องกันเส้นเลือดตีบ และเมื่อเร็วๆ นี้นักวิจัยในสวิตเซอร์แลนด์รายงานว่าการกินดาร์กช็อกโกแลต 40 ออนซ์ ทุกวันเป็นเวลาสองสัปดาห์ ช่วยทำให้ฮอร์โมนความเครียดลดลง แต่ก็ไม่ได้หมายถึงกินมากแล้วจะเครียดน้อยลง ยังไงก็ควรกินแต่น้อยไม่งั้นจะพานเครียดกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นแทน

        มันฝรั่ง มันฝรั่งมีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างสูง จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วยังเข้าไปขัดขวางการทำงานของอินซูลินที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลด้วย

        มันฝรั่ง มันฝรั่งมีค่าดัชนีน้ำตาลค่อนข้างสูง จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเส้นเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วยังเข้าไปขัดขวางการทำงานของอินซูลินที่ช่วยรักษาระดับน้ำตาลด้วย ความจริงแล้ว : มันฝรั่งเป็นแหล่งของเส้นใย โพแทสเซียม และวิตามินซีชั้นดี ต่อให้กินมันฝรั่งทั้งผลก็ไม่มีผลต่อค่าดัชนีน้ำตาลมากนัก ถ้าคุณเพิ่มน้ำมันมะกอกลงไปเล็กน้อย เพราะไขมันจะช่วยชะลอการดูดซึมของคาร์โบไฮเดรตในมันฝรั่ง

       ขนมปังขาว ขนมปังแป้งแผ่นที่เต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรต

       ขนมปังขาว ขนมปังแป้งแผ่นที่เต็มไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ความจริงแล้ว : ขนมปังขัดขาวไม่ได้แย่เสมอไป แนวทางใหม่ในการบริโภคอาหารสำหรับชาวอเมริกันแนะนำให้กินขนมปังขัดขาวอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของธัญพืชที่กิน สลับกับขนมปังโฮลวีต 100% หรือขนมปังธัญพืชไม่ขัดสีอื่นๆซึ่งเป็นวิธีในการกินขนมปังให้ดีต่อสุขภาพ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ ข้อดีของ 5 อาหารยอดแย่ที่สาวๆ ชอบเมิน ก็อาหารที่ว่าดีต่อสุขภาพ บางอย่างกินมากไปก็ไม่ดี
อาหารที่ว่าดีต่อสุขภาพ บางอย่างกินมากไปก็ไม่ดี แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คุณและโทษของกาแฟ


วันนี้มาพบกับคุณและโทษของกาแฟ เมื่อพูดถึงกาแฟ อาจไม่มีใครไม่รู้จัก เรามักเข้าใจว่า ดื่มกาแฟแล้วจะทำให้สมองสดใสขึ้น ไม่ง่วงนอน แต่ถ้าติดกาแฟและดื่มมากจะไม่ดี ความจริง กาแฟนอกจากมีสรรพคุณทำให้สมองสดใสขึ้นแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกหลายอย่าง วันนี้ ก็มาพบเรื่องราวเกี่ยวกับคุณและโทษของกาแฟกันครับ

กาแฟมีคุณหลายอย่าง อาทิ

1. กาแฟมีคาเฟอิน ซึ่งสามารถกระตุ้นประสาทส่วนกลางและกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกสมองสดชื่น ตื่นเต้น และช่วยแก้ความอ่อนเพลียของกล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น

2. กาแฟเป็นผลดีต่อผิวพรรณ เพราะว่ากาแฟสามารถทำให้เลือดไหลเวียนได้คล่อง ช่วยให้อวัยวะย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก และเวลาอาบน้ำ ผสมผงกาแฟลงไปด้วย จะมีบทบาทช่วยลดไขมัน

3. กาแฟช่วยแก้เมา เพราะคาเฟอินจะไปเสริมสมรรถนะของตับและไต หลังดื่มเหล้าแล้ว จะช่วยละลายแอลกอฮอร์ให้เป็นน้ำและไคบอนไดออกไซต์ ขับออกจากร่างกาย

4. ดื่มกาแฟวันละ 3 ถ้วย จะป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีได้ เพราะว่าคาเฟอินสามารถกระตุ้นให้ถุงน้ำดีหดตัว ลดคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดี ซึ่งเป็นสารที่จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด สหรัฐฯ ปรากฎว่า ผู้ชายที่ดื่มกาแฟ2-3 ถ้วยต่อวัน จะเป็นนิ่วในถุงน้ำดีต่ำกว่าผู้ไม่ดื่มกาแฟ 40%

5. กาแฟมีผลป้องกันหัวใจ ทำให้เจริญอาหาร ขจัดไขมัน ขจัดความชื้นออกจากร่างกาย

6. กาแฟสามารถขจัดกลิ่นปาก เมื่อรับประทานกระเทียมหรืออาหารที่มีกลิ่นแรง สามารถดื่มกาแฟสักถ้วยหนึ่งเพื่อช่วยขจัดกลิ่นปาก

7. กาแฟช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งตับ

8. เมื่อรับประทานอาหารประเภทเนื้อมากแล้ว ดื่มกาแฟจะทำให้กระเพาะอาหารมีน้ำย่อยออกมามากขึ้น ช่วยละลายไขมัน แต่สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร ไม่ดื่มกาแฟดีกว่า

9. กาแฟดำมีผลช่วยลดความอ้วนได้ หลังอาหารเที่ยงครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง และก่อนเลิกงานดื่มกาแฟดำข้นที่ไม่ใส่น้ำตาล และเดินเล่นอีกสักพัก จะได้ช่วยเผาผลาญไขมัน จนลดความอ้วน

10. กาแฟดำสามารถช่วยแก้อาการความดันโลหิตต่ำ

แม้ว่ากาแฟมีคุณประโยชน์หลายประการ แต่ถ้าดื่มกาแฟมากเกินไป จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ปวดหัว นอนไม่หลับ มีอาการเหล่านี้เป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท จนทำให้เกิดผลแทรกซ้อน เช่นความจำเสื่อม ปฏิกิริยาช้าลง

ผู้เชี่ยวชาญสรุปว่า โทษของกาแฟมีดังนี้

1. ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ผลการวิจัยปรากฎว่า ดื่มกาแฟแก้วหนึ่งแล้ว ความดันโลหิตจะสูงขึ้นนานถึง 12 ชั่วโมง ดังนั้น กลุ่มคนที่เป็นความดันโลหิตสูง ไม่ควรดื่มกาแฟขณะรู้สึกเครียด หรือมีแรงกดดันมากจากการทำงาน

2. กาแฟจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแร่ธาตุ คาเฟอินจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแร่ธาตุของลำไส้ เช่นแคลเซียม เหล็กและสังกะสี ดังนั้น เด็กไม่ควรดื่มกาแฟ

3. กาแฟจะทำให้ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลร้ายแรงขึ้น เนื่องจากกาแฟจะทำให้กระเพาะอาหารมีน้ำย่อยออกมามากขึ้น จนทำให้เป็นแผลมากขึ้น ดังนั้น ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารที่เป็นแผลในกระเพาะไม่ควรดื่มกาแฟมาก โดยเฉพาะในช่วงท้องว่าง

4. กาแฟจะทำให้กระดูกพรุน เนื่องจากคาเฟอินมีคุณประโยชน์ทำให้ขับปัสสาวะมากขึ้น ถ้าดื่มกาแฟเป็นเวลานาน จะทำให้สูญเสีแคลเซียมยไปกับปัสสาวะมาก จนกระดูกพรุน โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงหลังวัยทอง ไม่ควรดื่มกาแฟมากเกินควร

5. หญิงตั้งครรภ์ถ้าดื่มกาแฟมาก จะทำให้ทารกที่อยู่ในครรภ์เติบโตไม่เป็นปกติ หรืออาจแท้งได้

6. กาแฟจะทำลายวิตามิน B1 ซึ่งเป็นวิตามินที่รักษาความสมดุลและความมั่นคงของระบบประสาท ดังนั้น ผู้ที่ขาดวิตามิน B1 ไม่ควรดื่มกาแฟ

แล้วอย่าลืมกลับมาติดตามกับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันจันทร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

"น้ำมะพร้าว" ตัวช่วยแก้อาการเมาค้าง



วันนี้มาพบกับเรื่องของตัวช่วยที่ช่วยลดอาการเมาค้างนั่นคือ น้ำมะพร้าว มาพบกันเลยครับว่าเป็นอย่างไร
1. น้ำมะพร้าวอ่อนมีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะอุดมไปด้วยแร่ธาตุหลากหลายชนิด แคลเซียม โพแทสเซียม แมกนีเซียม วิตามินซี บี 2 บี 5 และบี 6 กรดโฟลิก และกรดอะมิโน

2. ช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์

3. ร่างกายสามารถดูดซึมกลูโคสจากน้ำมะพร้าวไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว ทําให้ร่างกายสดชื่น ดังนั้นน้ำมะพร้าวจึงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนที่ชอบดื่มน้ำอัดลมดับกระหาย

4. มีฮอร์โมนเอสโตรเจน ช่วยเสริมการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัยอันควร ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี

5. มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับของเสีย และสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใส

6. มีปริมาณเกลือแร่ที่จำเป็นสูง ช่วยบรรเทาความอ่อนเพลียจากอาการท้องเสียหรือท้องร่วงได้ ดังนั้นหลังจากเสียเหงื่อ เสียน้ำ และเสียเกลือแร่แล้ว จึงควรเติมพลังด้วยการดื่มน้ำมะพร้าวแทนการดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่

นอกจากนี้ "น้ำมะพร้าวสด" ช่วยแก้อาการเมาค้างจากการดื่มหนัก เพราะสามารถช่วยลดอาการขาดน้ำได้ แต่ควรซื้อน้ำมะพร้าวอ่อนแบบเป็นลูก เพื่อความปลอดภัย สะอาด และมีสารอาหารครบถ้วนตามที่ควรจะเป็น และเมื่อเปิดลูกแล้วควรดื่มเลย ไม่ควรทิ้งไว้นาน เพราะจะลดทอนคุณค่าทางโภชนาการ

Credit:healthcarethai

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ กับทุกคนนะครับ แล้วกลับมาพบกับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หากหยุดเล่นเวทแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?

วันนี้มาพบกับ หากหยุดเล่นเวทแล้วจะเกิดอะไรขึ้น หลายคนคงเคยสงสัยว่าเกี่ยวกับคำถามว่า ถ้าหยุดเล่นเวทแล้วจะเป็นอย่างไร? บางคนบอกว่าจะอ้วน บางคนบอกจะเนื้อย้วยเหี่ยว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และ ทฤษฏีอะไรที่สนับสนุนข้อความเหล่านี้บ้าง มาพบกันเลยครับ
หยุดเล่นแล้วทำไมถึงอ้วน? ก่อนจะวิเคราะห์ในจุดสุดท้ายเมื่อหยุดออกกำลังกาย เราต้องวิเคราะห์ถึงการออกกำลังกายเองก่อนว่าส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย เป็นที่ทราบกันดีว่า การออกกำลังกายนั้นที่แน่ๆต้องใช้พลังงาน และ การออกกำลังกายโดยการเวทเทรนนิ่งที่เหมาะสมนั้นสามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญไปได้ตลอดวันอีกด้วย ณ.จุดนี้ที่เราสามารถบอกได้ชัดเจนคือ การออกกำลังกายทำให้ร่างกายใช้พลังงานในแต่ละวันมากขึ้น สมมติตัวเลขจากพลังงานของคนทั่วไปที่ 2,000 calories การออกกำลังกายนั้นอาจทำให้ร่างกายเผาผลาญได้มากขึ้นถึง 2,500 – 3,000 calories ต่อวันเลยทีเดียว และเมื่อร่างกายต้องการพลังงานที่มากขึ้นนั้นเราก็จะต้องรับประทานอาหารที่มากขึ้นด้วย เป็นไปตามกลไกการทำงานของระบบร่างกายที่ส่งสัญญาณความหิว หรือ ความต้องการอาหารให้ร่างกายนั้นต้องหาอาหารเพื่อรับประทาน ดังนั้นในขณะเดียวกัน กอปรกับพื้นฐานในการออกกำลังกายด้วยเวทเทรนนิ่ง เราเรียนรู้ที่จะสร้างพฤติกรรมการทานอาหารหลายมื้อไปพร้อมๆกัน แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ฝึกต้องการควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายนั้นมีหลักฐานในการที่ผู้ที่ออกกำลังกาย “สามารถทานอาหารได้มากกว่าเก่า” ก่อนที่จะทำให้ “อ้วน” หรือ “เพิ่มน้ำหนัก” ด้วยปัจจัยตรงนี้เมื่อถึงวันที่ผู้ที่ออกกำลังกาย หยุดกิจกรรมการออกกำลังกายไปในทันที หมายถึง ในแต่ละวันผู้ฝึกนั้นๆจะสูญเสียดุลในการเผาผลาญไป (ตัวเลขสมมติต่อจากข้างต้น) 500 – 1000calories ทันที แต่สิ่งที่มักจะพบได้เป็นปกติคือ “พฤติกรรมการรับประทานอาหาร” ที่ยังคงอยู่ในปริมาณมาก เพราะร่างกายเคยชินกับการรับพลังงานที่ระดับเดิม 2,500 – 3,000 calories โดยที่ระบบเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนได้ในรายวันเสมือนการ “หยุดออกกำลังกาย” สิ่งที่เกิดขึ้นอันดับแรกคือ ผู้ที่หยุดออกกำลังกายนี้มีพลังงานส่วนเกินเพิ่มมาตามตัวเลขสมมติที่ 500 – 1000calories ต่อวัน ส่งผลให้เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ผู้ฝึก เพิ่มน้ำหนักตัว และ ไขมัน หลังจากที่หยุดออกกำลังกายนั่นเอง
วิธีปฏิบัติหากจำเป็นต้องหยุดออกกำลังกายในกรณีที่เป็นผู้ที่มีรูปร่างอ้วนง่าย
- ลดปริมาณอาหารที่รับประทานต่อวันลงให้เท่ากับก่อนออกกำลังกาย เช่น 3มื้อหลัก หรือ ประมาณ 2000 calories ต่อวัน เป็นเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 2-4สัปดาห์ก่อนที่คาดว่าจะหยุดออกกำลังกาย
- หลังจากนั้นค่อยๆลดการออกกำลังกายลง จนถึงจุดที่หยุดออกกำลังกายตามความจำเป็น
******ข้อสังเกตุร่างกายสะสมไขมันเพิ่มในขณะที่ร่างกายได้รับพลังงานเกินไม่ใช่การที่ “กล้ามเนื้อเปลี่ยนเป็นไขมัน” เมื่อหยุด******
หยุดเล่นแล้วผอม??? ในขณะที่ผู้ฝึกส่วนใหญ่ประสบปัญหาการเพิ่มน้ำหนักและไขมันเมื่อหยุดออกกำลังกาย ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจประสบกับปัญหาน้ำหนักลด ปริมาณกล้ามเนื้อลดลง เนื่องจากพื้นฐานของร่างกายและพฤติกรรมกลุ่มนี้คือ เป็นผู้ที่ระบบเผาผลาญสูง ร่างกายเพิ่มน้ำหนักยาก กินอาหารยาก ไม่มีความอยากอาหาร ซึ่งผู้ฝึกเหล่านี้สร้างกล้ามเนื้อโดยการฝึก และ การควบคุมโภชนการให้ร่างกายได้รับพลังงานที่ต้องการในปริมาณมากพอ โดยการ “พยายามกิน” เพื่อให้กล้ามขึ้น และเมื่อผู้ฝึกหยุดออกกำลังกาย กล้ามเนื้อที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็ลดปริมาณลงเนื่องจากไม่มีการกระตุ้น กอปรกับระบบเผาผลาญของร่างกายที่สูงโดยพื้นฐาน และ พฤติกรรมการไม่กินอาหารอย่างเพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สามรถรักษากล้ามเนื้อนั้นๆได้ ร่างกายจึงกลับมาสู่รูปร่าง ผอมเหมือนเดิม ซึ่งในกรณีนี้มักไม่พบปัญหาสุขภาพเหมือนกับกรณีแรกที่ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้นนั่นเอง และเช่นกันผู้ฝึกที่ร่างกายเผาผลาญมากในตอนก่อนออกกำลังกาย ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดกรณีในข้างต้นคือ เป็นคนผอมมากออกกำลังกายแล้วหยุดฝึกกลายเป็นคนอ้วนง่าย เนื่องจากพฤติกรรมที่กล่าวมานั่นเองไม่ได้เกิดจากการที่ “กล้ามเนื้อเปลี่ยนเป็นไขมัน” แต่อย่างใด

ข้อสรุป จะเกิดอะไรเมื่อหยุดออกกำลังกาย
- ระบบเผาผลาญร่างกายลดลง
- ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลง
- ร่างกายจะค่อยๆลดปริมาณกล้ามเนื้อลงจนถึงระดับที่สมดุล กล้ามเนื้อที่ขนาดใหญ่โตก็ลดขนาดลงโดยไม่มีปัญหาเรื่องความเหี่ยวย่นแต่อย่างไร เพราะกล้ามเนื้อและผิวหนังนั้นยืดหยุ่นตามธรรมชาติ
- ร่างกายจะค่อยๆกลับไปสู่ระบบพื้นฐานของร่างกายเดิมเช่น อ้วน หรือ ผอม

แปลว่าถ้าออกกำลังกายแล้วไม่สามารถ “หยุด” ได้ใช่หรือไม่ ?
มาถึงจุดนี้หลายคนคงจะเริ่มรู้สึกกังวลเกียวกับผลลัพธ์ในการออกกำลังกาย และ พันธะผูกพันที่เหมือนกับว่าต้องออกกำลังกายไปตลอดชีวิต หลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นยืนยันว่า การออกกำลังกายด้วยการเวท เทรนนิ่งนั้นส่งผลดีต่อผู้ฝึกทุกระดับ ไม่ว่าจะในวัยกลางคน หรือ เพศหญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งยังสามารถได้รับผลดีในการรักษามวลกระดูกจากการออกกำลังกายด้วย
- ณ.จุดหนึ่งของการออกกำลังกาย เราใช้ความพยายามสูงขึ้น และ สูงขึ้นเพื่อให้พัฒนาไปถึงเป้าหมาย
- เมื่อถึงเป้าหมาย หรือ รูปร่างทีต้องการแล้ว ลักษณะการฝึกก็จะเป็นเพียงการฝึกเพื่อ คงสภาพ หรือ ในอีกนัยสำคัญคือ ใช้ความพยายามเท่าๆเดิมก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องออกกำลังกายอย่างทุ่มเทจนสุดความสามารถตลอดชีวิต

Credit:planforfit

เป็นอย่างไรครับ ก็ใครที่เล่นเวทอยู่ก็ต้อง ออกกำลังกายนิดหน่อยนะครับ อย่าหยุดไปเลยเดียวมันจะคืนสภาพ นะครับ สู้ๆนะครับ แล้วกลับมาพบกับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อาหารที่ทานได้และไม่ได้ สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์

         วันนี้มาพบกับเรื่องโรคเกาต์ โรคเกาต์เกิดจาก กรดยูริกที่เป็นตัวการทำให้ข้ออักเสบ ซึ่งกรดยูริกนี้เกิดมาจาก สารพิวรีน ที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว และมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งการควบคุมกินก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยควบคุมกรดยูริกได้ มาดูกันว่าอาหารแบบไหนที่มี สารพิวรีน ห้ามกิน และอาหารแบบไหนที่ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถกินได้


ควรงดเว้น ตับ น้ำต้มเนื้อ น้ำสกัดจากเนื้อเข้มข้น ปลาไส้ตัน น้ำปลาและกะปิที่ทำจากปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน ยีสต์ และอาหารที่ใช้ยีสต์หมัก เช่น เบียร์ หอยเชลล์ ปลาทู ปลารัง เนื้อไก่ เป็ด นก ไข่ปลา เพราะเป็นอาหารที่มีสารพิวรีนมาก

- กินได้ในปริมาณที่จำกัด คือ เนื้อวัว กระเพาะ ผ้าขี้ริ้ว เอ็น เนื้อหมู เนื้อปลา ปู กุ้ง หอย ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ หน่อไม้ฝรั่ง ผักขม เห็ด ดอกกะหล่ำ ชะอม กระถิน มีสารพิวรีนปานกลาง

กินได้โดยไม่แสดงอาการ คือ ข้าว ขนมจีน เส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น บะหมี่ ขนมปังปอนด์ ข้าวโพด แคร็กเกอร์สีขาว มักกะโรนี นม ผลิตผลจากนม ไข่ น้ำมัน น้ำมันพืช น้ำมันหมู กะทิ เนย ผักผลไม้ทุกชนิด เกาลัด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ขนมหวานต่างๆ เค้ก คุกกี้ เครื่องดื่ม กาแฟ ชา โกโก้ ช็อกโกแลต ซึ่งมีสารพิวรีนน้อย หรือเกือบไม่มีเลย

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเกาต์ ควรดื่มน้ำวันละมากๆ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ที่มา : smart sme

แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โอย ! ปวดตับ

วันนี้มาพบกับเรื่อง ปวดตับ ในที่นี่ไม่ใช่การอุทานด้วยเซ็งเรื่องอะไรสุดขีด  แต่เป็นอาการปวดตับจริง ๆ ที่เราท่านไม่ควรมองข้าม  รศ.นพ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา  ภาควิชาอายุรศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล   ได้เขียนบทความเตือนภัยโรคตับไว้อย่างน่าสนใจว่า หากคุณมีอาการปวดจุกบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ อ่อนเพลียหมดแรงง่าย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด เป็นสัญญาณเตือนว่าตับของคุณเริ่มมีปัญหา มีอะไรบ้างไปรับชมกันครับ


  สัญญาณอันตรายที่เตือนว่าตับเริ่มมีปัญหา 

  1. อาการปวดจุก หรือแน่นชายโครงขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ อาจเพราะมีการอักเสบของเนื้อตับ หรือเกิดจากก้อนเนื้องอกภายในเนื้อตับ


  2. ดีซ่าน คือ ภาวะที่มีการคั่งของเม็ดสีน้ำดี ซึ่งสร้างมาจากตับ สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้ผิวหนังและเยื่อตาขาวเปลี่ยน  มีสีเหลือง ซึ่งน้ำดีที่มากเกินในร่างกาย ส่วนหนึ่งจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณบ่งว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มถดถอย


  3. อ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรงง่าย อาจเกิดจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการตรวจเลือดยืนยันและหาสาเหตุต่อไป โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ การดื่มสุราจนทำให้เกิดโรคตับเรื้อรัง โรคอ้วนจนมีไขมันคั่งในเนื้อตับปริมาณมาก และการรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสารเหล่านี้ตกค้าง จนทำให้เกิดตับอักเสบ ผลิตพลังงาน และสารที่จำเป็นต่อร่างกายได้ลดลง



  4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มเสื่อมลง ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองจากที่ต่างๆ มาเผาพลาญ  น้ำหนักตัวจึงลดลง


     ดังนั้นหากสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณเตือนความผิดปกติดังกล่าว อาจบ่งว่าสุขภาพตับเริ่มจะไม่แข็งแรง  มีโรคภัยซ้อนเร้นอยู่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมว่า สมรรถภาพการทำงานของตับและสาเหตุของความผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร   แต่สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่ทำให้ “ปวดตับ” เราควรจะดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยรับประทานอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดพุง  ไม่รับประทานสารอาหาร ยา หรือสมุนไพรใดๆ เสริมโดยไม่จำเป็น   เท่านี้คุณก็จะไม่ “ปวดตับ”

ที่มา : knowledgecare.org

แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

7 ประโยชน์ของการกินเผ็ด ที่คุณอาจยังไม่รู้

      อาหารไทยนั้น ส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติโดดเด่นไปทางเผ็ดซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งรสชาติเผ็ดนั้นให้ทั้งประโยชน์และโทษในการกิน หากเรากินอย่างผิดๆ เช่น กินเผ็ดจัดๆ ในขณะที่ท้องว่าง กินเผ็ดผิดเวลา จนอาจเป็นโรคกระเพาะ แต่ถ้าหากเรากินแบบเข้าใจก็จะมีประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย มาดูกันดีกว่าว่า ประโยชน์จากการกินเผ็ดมีอะไรบ้าง


1. พริกช่วยป้องกันโรคหัวใจ ด้วยพริกมีทั้งวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก และแคลเซียม ที่มีมากในพริก

2. ช่วยขยายหลอดลม ช่วยขับเสมหะ และเปฺิดคอให้โล่งขึ้น  ดีสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้

3. ช่วยไล่เซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งในต่อมลูกหมากในผู้ชาย มะเร็งผิวหนังและมะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย เพราะพริกนั้นช่วยล้างพิษให้กับร่างกาย

4. ช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว และช่วยคุมน้ำหนัก เพราะพริกช่วยเผาผลาญพลังงาน

5. ช่วยลดปวดด้วยกรด ที่เรียกว่า “แคปไซซิน” จากพริก และสาร “เคอคิวมิน” ในขมิ้นที่ช่วยดับไฟอักเสบได้  อีกทั้งยังช่วยลกการปวดอักเสบตามข้ออย่างรูมาตอยด์, ข้อเสื่อม และอาการปวดฟกช้ำ

6. ช่วยคลายเครียด เพราะสร้าง “เอ็นดอฟิน” ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวา

7. ช่วยเรียกน้ำย่อยและเจริญอาหาร ดีสำหรับคนเบื่ออาหาร ดังนั้นการได้รับประทานรสเผ็ดจะช่วยสะกิดต่อมรับรสให้รู้รสชาติได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นดอกลิ้นได้

credit: smartsme

แล้วกลับมาพบกันกับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สาวกคอกาแฟควรอ่าน!! ประโยชน์และโทษของกาแฟที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

                                    
       

   วันนี้เรามารู้เกี่ยวกับ ประโยชน์และโทษของกาแฟที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งเรามักเข้าใจว่า ดื่มกาแฟแล้วจะทำให้สมองสดใสขึ้น ไม่ง่วงนอน แต่ถ้าติดกาแฟและดื่มมากจะไม่ดี ความจริง กาแฟนอกจากมีสรรพคุณทำให้สมองสดใสขึ้นแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกหลายอย่าง วันนี้จะมาบอกเล่าถึงคุณและโทษของกาแฟกัน

กาแฟมีคุณประโยชน์หลายอย่าง อาทิเช่น

- กาแฟมีคาเฟอิน ซึ่งสามารถกระตุ้นประสาทส่วนกลางและกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกสมองสดชื่น ตื่นเต้น และช่วยแก้ความอ่อนเพลียของกล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น


- กาแฟเป็นผลดีต่อผิวพรรณ เพราะว่ากาแฟสามารถทำให้เลือดไหลเวียนได้คล่อง ช่วยให้อวัยวะย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก และเวลาอาบน้ำ ผสมผงกาแฟลงไปด้วย จะมีบทบาทช่วยลดไขมัน


- กาแฟช่วยแก้เมา เพราะคาเฟอินจะไปเสริมสมรรถนะของตับและไต หลังดื่มเหล้าแล้ว จะช่วยละลายแอลกอฮอร์ให้เป็นน้ำและไคบอนไดออกไซต์ ขับออกจากร่างกาย


- ดื่มกาแฟวันละ 3 ถ้วย จะป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีได้ เพราะว่าคาเฟอินสามารถกระตุ้นให้ถุงน้ำดีหดตัว ลดคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดี ซึ่งเป็นสารที่จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด สหรัฐฯ ปรากฎว่า ผู้ชายที่ดื่มกาแฟ2-3 ถ้วยต่อวัน จะเป็นนิ่วในถุงน้ำดีต่ำกว่าผู้ไม่ดื่มกาแฟ 40%


- กาแฟมีผลป้องกันหัวใจ ทำให้เจริญอาหาร ขจัดไขมัน ขจัดความชื้นออกจากร่างกาย


- กาแฟสามารถขจัดกลิ่นปาก เมื่อรับประทานกระเทียมหรืออาหารที่มีกลิ่นแรง สามารถดื่มกาแฟสักถ้วยหนึ่งเพื่อช่วยขจัดกลิ่นปาก


- กาแฟช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งตับ


- เมื่อรับประทานอาหารประเภทเนื้อมากแล้ว ดื่มกาแฟจะทำให้กระเพาะอาหารมีน้ำย่อยออกมามากขึ้น ช่วยละลายไขมัน แต่สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร ไม่ดื่มกาแฟดีกว่า


- กาแฟดำมีผลช่วยลดความอ้วนได้ หลังอาหารเที่ยงครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง และก่อนเลิกงานดื่มกาแฟดำข้นที่ไม่ใส่น้ำตาล และเดินเล่นอีกสักพัก จะได้ช่วยเผาผลาญไขมัน จนลดความอ้วน


- กาแฟดำสามารถช่วยแก้อาการความดันโลหิตต่ำ

         แม้ว่ากาแฟมีคุณประโยชน์หลายประการ แต่ถ้าดื่มกาแฟมากเกินไป จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ปวดหัว นอนไม่หลับ มีอาการเหล่านี้เป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท จนทำให้เกิดผลแทรกซ้อน เช่นความจำเสื่อม ปฏิกิริยาช้าลง
และทางผู้เชี่ยวชาญได้สรุปโทษของกาแฟไว้ดังนี้


- ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ผลการวิจัยปรากฎว่า ดื่มกาแฟแก้วหนึ่งแล้ว ความดันโลหิตจะสูงขึ้นนานถึง 12 ชั่วโมง ดังนั้น กลุ่มคนที่เป็นความดันโลหิตสูง ไม่ควรดื่มกาแฟขณะรู้สึกเครียด หรือมีแรงกดดันมากจากการทำงาน

- กาแฟจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแร่ธาตุ คาเฟอินจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแร่ธาตุของลำไส้ เช่นแคลเซียม เหล็กและสังกะสี ดังนั้น เด็กไม่ควรดื่มกาแฟ

- กาแฟจะทำให้ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลร้ายแรงขึ้น เนื่องจากกาแฟจะทำให้กระเพาะอาหารมีน้ำย่อยออกมามากขึ้น จนทำให้เป็นแผลมากขึ้น ดังนั้น ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารที่เป็นแผลในกระเพาะไม่ควรดื่มกาแฟมาก โดยเฉพาะในช่วงท้องว่าง

- กาแฟจะทำให้กระดูกพรุน เนื่องจากคาเฟอินมีคุณประโยชน์ทำให้ขับปัสสาวะมากขึ้น ถ้าดื่มกาแฟเป็นเวลานาน จะทำให้สูญเสีแคลเซียมยไปกับปัสสาวะมาก จนกระดูกพรุน โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงหลังวัยทอง ไม่ควรดื่มกาแฟมากเกินควร

- หญิงตั้งครรภ์ถ้าดื่มกาแฟมาก จะทำให้ทารกที่อยู่ในครรภ์เติบโตไม่เป็นปกติ หรืออาจแท้งได้

- กาแฟจะทำลายวิตามิน B1 ซึ่งเป็นวิตามินที่รักษาความสมดุลและความมั่นคงของระบบประสาท ดังนั้น ผู้ที่ขาดวิตามิน B1 ไม่ควรดื่มกาแฟ


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ประโยชน์และโทษของกาแฟที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ใครที่ชื่นชอบก็ควรบริโภคนะครับผม แล้วกลับมาพบกันกับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

9 อาหารแคลอรี่ต่ำ ช่วยควบคุมน้ำหนัก

วันนี้มาพบกับ 9 อาหารแคลอรี่ต่ำ ช่วยควบคุมน้ำหนัก จากการที่กระแสลดน้ำหนักและการทานอาหารคลีนยังคงไม่หายไปไหน อีกอย่างนึงที่ต้องควบคู่กันไปนั่นคือ การเลือกทานอาหารที่ดูแคลอรี่ เพื่อให้เราสามารถเผาผลาญพลังงานเหล่านั้นออกไปได้ ไม่เกิดการสะสม และอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ก็มีอยู่มิใช่น้อย ซึ่งบางอย่างไม่อร่อย แต่พูดถึงคุณประโยชน์ก็มากพอสมควรมาดูกันครับว่ามีอะไรกันบ้าง
health-003
1. ไข่
อาหารแคลอรี่ต่ำ อย่างไข่ มีแคลอรี่เพียง 70-80 แคลอรี่ต่อหนึ่งฟอง แน่นอนไข่เป็นอาหารที่ทำง่ายและมีอยู่เกือบทุกเมนู แต่เน้นการปรุงด้วยวิธีอบ ต้ม นึ่งดีกว่านะคะ ไม่เช่นนั้น อาหารแคลอรี่ต่ำ จะกลายเป็นอาหารเพิ่มความอ้วน เปลี่ยนจากไข่ดาว ไข่เจียวมาเป็นไข่ลวก ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น สารพัดไข่ซึ่งมันให้คุณได้รับแคลอรี่ไม่เกิน 100 แคลอรี่แน่นอน
2. มันเทศ
มันเทศเป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ ที่เหมาะจะนำมาเป็นขนมขบเคี้ยวที่ดี เพราะมันเทศมีแคลอรี่เพียง 55 แคลอรี่ ทั้งยังไม่มีน้ำมันและไม่ทำให้คุณต้องกังวลเกี่ยวกับการจำกัดจำนวนแคลอรี่
3. ถั่วเหลือง
ถั่วเหลืองคั่วกรอบเป็นอะไรที่อร่อยมาก และข่าวดีก็คือถั่วเหลืองนับเป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ ที่มีแคลอรี่ต่ำกว่า 100 แคลอรี่ ถั่วเหลือง 3 ช้อนโต๊ะจะมีปริมาณเพียงแค่ 80 แคลอรี่เท่านั้น คุณจึงสามารถเพลิดเพลินกับมันได้อย่างน่าพอใจทีเดียว
4. แตงโม
อาหารแคลอรี่ต่ำ เช่น แตงโมช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น มีกำลังอยากจะทำสิ่งต่อไป แตงโมเป็นผลไม้ที่เหมาะมากกับฤดูร้อน คุณไม่ต้องกังวลกับการหม่ำแตงโมให้สดชื่นทุกวัน เพราะแตงโมให้แคลอรี่เพียง 90 แคลอรี่เท่านั้น
123151997
5. บลูเบอร์รี่
หากอาหารที่คุณทานเข้าไปไม่ค่อยจะมีประโยชน์สักเท่าไหร่แถมแคลอรี่ยังมหาศาล ลองหันมาหาอาหารว่างที่กินแล้วสดชื่นและเป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ อย่างบลูเบอร์รี่ เพราะมันให้พลังงานแค่ 85 แคลอรี่ และยังอุดมสมบูรณ์ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน เกลือแร่ และบรรดาสิ่งดีๆที่ ร่างกายของคุณต้องการจริงๆ คุณสามารถทานบลูเบอร์รี่สดเป็นอาหารว่างยามบ่าย หรือนำมาผสมกับโยเกิร์ตและซีเรียลของคุณเป็นอาหารเช้าเพื่อสุขภาพของคุณเอง
6. ลูกพีช
อาหารแคลอรี่ต่ำ ได้แก่ พีชขนาดกลางหนึ่งลูกได้รับ 40 แคลอรี่ หมายความว่าคุณสามารถทานผลไม้ได้โดยไม่ทำลายขีดจำกัดของแคลอรี่ 100 แคลอรี่ คุณสามารถแบ่งครึ่งซึ่งมีประมาณ 20 แคลอรี่ใส่ไว้ในเครื่องปั่น แล้วเทโยเกิร์ต 6 ออนซ์ (อีก 80 แคลอรี่) และปั่นรวมกัน คุณก็จะได้ทาน อาหารแคลอรี่ต่ำ กว่า 100 เป็นของว่าง
7. Oyster Crackers
หากคุณชื่นชอบคุกกี้หรือแครกเกอร์ อาหารแคลอรี่ต่ำ อย่าง Oyster Crackers เป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ ที่จะทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับการทานกับเพื่อนได้ โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะเกินขีดจำกัด เพราะว่าแคร๊กเกอร์ชนิดนี้มีเพียงแค่ 60 แคลอรี่เท่านั้น
8. ขนมเจลาติน
ขนมเจลาตินเป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ ที่น่าแปลกใจ เพราะมีแคลอรี่อยู่ในระดับ 10 ถึง 30 แคลอรี่ต่อถ้วยซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรส แต่ขนมเจลาตินอาจจะดูเป็นของหวานเกินไป หรืออาจจะทำให้คุณรู้สึกไม่ดี อาจจะต้องมีน้ำแข็งเพื่อทำให้อร่อยยิ่งขึ้นก็ได้
158773961
9. หัวไชเท้า
หัวไชเท้าฟังดูไม่ค่อยน่าทานเท่าไหร่ แต่มันเป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ ที่ให้แคลอรี่เพียงแค่ 14 แคลอรี่เท่านั้น หัวไชเทาเป็นแหล่งอาหารที่ดีของวิตามิน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัสทองแดงและเหล็ก ซึ่งหมายความว่าคุณควรจะมีสารอาหารเหล่านี้ในร่างกายแม้ว่าคุณไม่ได้ใส่ใจที่จะทานก็ตาม
นอกจากแคลอรี่ต่ำแล้วยังมีประโยชน์มากมาย สามารถปรับเปลี่ยนเมนูอาหารเพื่อใส่พวกนี้เป็นส่วนประกอบ แต่อย่าลืมหาอย่างอื่นทานควบคู่ไปด้วย เช่น พวกคาร์โบไฮเดรต มันอาจไม่ได้เป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ แต่คุณก็จำเป็นต้องรับประทานเพื่อทำให้สุขภาพคุณแข็งแรงด้วยการรับอาหารครบทุกหมู่

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 9 อาหารแคลอรี่ต่ำ ช่วยควบคุมน้ำหนัก แจ่มไปเลยใช่ไหม น่าเอาไปลองใช้กันนะครับแล้วกลับมาพบกันใหม่กับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

ประโยชน์จาก "กากกาแฟ" ที่คุณนึกไม่ถึง

ประโยชน์จาก "กากกาแฟ" ที่คุณนึกไม่ถึง

วันนี้มาพบกับประโยชน์จาก "กากกาแฟ" ที่คุณนึกไม่ถึงนอกจากกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นยามเช้าเป็นอะไรที่วิเศษสุดๆ แต่รู้มั้ยว่า กากกาแฟตากแห้งยังทำประโยชน์ได้สารพัดชนิดที่คุณนึกไม่ถึง มารับชมกันครับว่ามีอะไรกันบ้าง

ดูดซับกลิ่น
ไม่ต้องเสียเงินซื้อสเปรย์ปรับอากาศ แค่วางชามใส่กากกาแฟในที่ที่คุณต้องการ ทั้งในครัว ตู้เย็น หรือห้องน้ำกากกาแฟจะช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ รวมถึงรองเท้าที่มีกลิ่นอับก็ใช้ได้เหมือนกัน

มือฮ้อม-หอม
หลังเสร็จสิ้นจากการทำครัว นำกากกาแฟมาถูมือเบาๆ จะช่วยขจัดกลิ่นต่างๆ ได้

ขจัดคราบไขมัน
ไม่ว่าจะเป็นหม้อ กระทะ จานชาม นำกากกาแฟมาช่วยล้างทำความสะอาดและขจัดคราบไขมันได้อย่างดี แต่ต้องระวังสีอ่อนๆ ของกาแฟที่จะติดค้างด้วยล่ะ

ขับไล่แมลง
โดยเฉพาะมดและทากด้วยการโรยกากกาแฟในทุกที่ที่คุณต้องการ

ปิดรอยขีดข่วน
แก้ไขรอยขีดข่วนบนเฟอร์นิเจอร์หนังแบบฉุกเฉิน โดยถูกากกาแฟเบาๆ บนรอยนั้น สีของกาแฟจะช่วยกลบให้รอยข่วนจางลง

ให้ปุ๋ยชั้นดี
โดยการผสมกากกาแฟตากแห้งกับดินที่จะใช้ปลูกต้นไม้จะทำให้ดินร่วนซุย หรือผสมกับน้ำให้เจือจางแล้วรดต้นไม้จะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดและต้นไม้เติบโตได้ดี โดยเฉพาะดอกกุหลาบและไฮเดรนเยีย

ป้องกันสัตว์เลี้ยงจากสวนดอกไม้
ด้วยการโรยกากกาแฟที่ผสมกับเปลือกส้มหั่นละเอียดในบริเวณสวนดอกไม้ สัตว์เลี้ยงของคุณคงไม่ชอบกลิ่นกาแฟเหมือนคุณแน่ๆ

ย้อมสี
ถ้าคุณอยากได้ผ้าสีกาแฟหรือกระดาษสีซีเปียสำหรับทำงานฝีมือ ใช้กากกาแฟละลายน้ำปรับให้สีเข้มหรืออ่อนได้ตามต้องการ
ที่มา : Lisaguru.com

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ ประโยชน์จาก "กากกาแฟ" ที่คุณนึกไม่ถึง หลายข้อนี่ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันนะครับเนี่ย แล้วกับมาพบกันใหม่กับ  
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

6 วิตามินและแร่ธาตุที่ดี ต่อสุขภาพช่องปาก

      เย็นนี้มาพบกับ  6 วิตามินและแร่ธาตุที่ดี ต่อสุขภาพช่องปาก เพราะ ปาก เปรียบเสมือนกับประตูทางเข้าของร่างกาย ในแต่ละวันเรานำทั้งอาหารและเครื่องดื่มมากมายเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ขาด การบำรุงรักษาและดูแลช่องปากให้สะอาดและถูกหลักสุขอนามัยอยู่เสมอ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง ซึ่งช่องปากก็เหมือนกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับ แร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ เช่นกัน 

เรามาดูกันสิว่า มีวิตามิน แร่ธาตุอะไรบ้างที่สำคัญต่อช่องปากของเรากันบ้างรับชมกันเลยครับที่วิตามินตัวแรกคือ

วิตามินเอ

วิตามินเอก็มีประโยชน์ต่อช่องปาก เพราะมีส่วนช่วยให้เยื่อบุผิวในช่องปากสร้างเมือกและทำให้การไหลเวียนของน้ำลายดีขึ้น แถมยังช่วยให้เหงือกแข็งแรงและช่วยสมานแผลที่เกิดบริเวณเหงือกอีกด้วย

          ถ้าอยากบำรุงสุขภาพช่องปากไปพร้อม ๆ กับร่างกาย ก็ลองหาอาหารที่มีวิตามินเอ อย่างเช่น ปลา ไข่แดง เครื่องในสัตว์ จำพวกเช่นตับ พืชผักที่มีสีส้มและเหลืองอย่างเช่นแครอท มะม่วง และมันหวาน หรือจะเป็นผักใบเขียวเข้มอย่างผักคะน้า ผักโขม ที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนมารับประทานกันดู

วิตามินบี

           ลดการอักเสบของลิ้นและรักษาแผลเปื่อยที่ลิ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก สามารถหาทานได้จากเนื้อสัตว์จำพวกสัตว์ปีกและวัว ส่วนในพืชก็จะเป็นพืชตระกูลถั่วและผักใบเขียว แต่สำหรับคนที่ทานมังสวิรัติจะได้รับวิตามิน B12 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ฉะนั้นอาจจะหาวิตามินมาทานเสริมเพื่อให้ได้รับวิตามินบีอย่างครบถ้วน

 วิตามินซี

          วิตามินซี เป็นวิตามินที่ดีสำหรับคนที่เป็นโรคเหงือก เพราะวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเหงือก ซึ่งการขาดวิตามินซีเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน และวิตามินซียังมีคุณสมบัติเป็นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและทำให้แผลในช่องปากหายเร็วขึ้น วิตามินซีสามารถหาทานได้จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แคนตาลูป พวกและพวกผลไม้ตระกูลเบอร์รี ในผักก็สามารถหาได้จากผักใบเขียว มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ พริกไทย

วิตามินดี

          วิตามินดีเป็นวิตามินที่ร่างกายของเราได้รับง่ายที่สุด เพราะสังเคราะห์ได้จากแสงแดด ถ้าหากร่างกายได้รับแสงแดดไม่เพียงพอก็จะทำให้ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมเข้าในกระดูกและฟันได้ แต่ก็ควรจะเป็นแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าเท่านั้น เพราะแดดในช่วงเวลาอื่นจะทำให้ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งผิวได้ได้ สำหรับอาหารจำพวกนมและพวกซีเรียลอาหารเช้า แคปซูลน้ำมันตับปลาก็เป็นแหล่งวิตามินดีชั้นเยี่ยมเช่นกัน

แคลเซียม

          ส่วนใหญ่แล้วร่างกายจะเก็บสะสมแคลเซียมเอาไว้ในกระดูก และแน่นอนว่าฟันก็เป็นส่วนหนึ่งที่สะสมแคลเซียมเอาไว้เช่นกัน โดยแคลเซียมช่วยในการควบคุมระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าหากเราได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอล่ะก็ ร่างกายจะดูดซึมเอาแคลเซียมจากกระดูกมาใช้แทน เป็นสาเหตุทำให้กระดูกเปราะบางลงและเกิดโรคกระดูกพรุน

          ซึ่งอาหารที่ช่วยเสริมแคลเซียม เช่น นม ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ผักใบเขียว กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี อัลมอนด์ น้ำส้มและนมถั่วเหลือง ถ้าไม่อยากให้ฟันอ่อนแอหรือหักง่ายล่ะก็ ควรเสริมแคลเซียมกันด้วยนะ

โคเอนไซม์ Q10

          โคเอนไซม์ Q10 ช่วยรักษาสุขภาพในช่องปาก ช่วยลดอาการปวดฟันและลดการเลือดออกในช่องปากที่มาจากโรคเหงือก อีกทั้งยังลดการอักเสบของเหงือกและทำให้ลมหยใจหอมสดชื่นอีกด้วย ซึ่งโคเอนไซม์ Q10 นอกจากจะมีในร่างกายแล้วยังพบได้จาก เนื้อหมู เนื้อวัว ตับไก่ น้ำมันคาโนลาและน้ำมันถั่วเหลือง หรือในผักชีฝรั่ง


ที่มา : kapook.com


         เป็นอย่างไรกันบ้าง รู้กันแล้วใช่ไหมว่าวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อช่องปากมีอะไรบ้าง แน่นอนว่าสารอาหารเหล่านี้ไม่ได้จำเป็นต่อช่องปากเพียงอย่างเดียว แต่ยังจำเป็นต่อสุขภาพร่างกายส่วนอื่น ๆ ด้วยนะครับแล้วกลับมาพบกันใหม่กับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2557

10 เคล็ดลับ ที่จะคืนความกระปรี้กระเปร่าให้แก่คุณ



วันนี้มาพบกับ 10 เคล็ดลับ ที่จะคืนความกระปรี้กระเปร่าให้แก่คุณ มันมีอะไรบ้างนะที่จะทำให้เรารู้สึกกระปรี้กระเปร่าในวันที่แสนจะธรรมดา ลองไปดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง



1. เสริมสร้างภูมิต้านทาน
"ถนอมเรี่ยวแรงช่วงหน้าหนาวให้ฟิตเกินร้อยด้วยการกินวิตามินซีมากๆ รวมถึงน้ำมันตับปลาและน้ำมันลินซีดทุกวันจะช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรง สามารถต่อกรกับโรคภัยที่มากับหน้าหนาว กินอาหารเสริม ออกกำลังกาย เช่น ว่ายน้ำ เดิน หรือปั่นจักรยานทุกวันจะช่วยเพิ่มพลังงาน" แจน เดอ รีส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัดของ Health Plus


2. กินอาหารเพิ่มพลังชี่
"กินอาหารที่เหมาะสม และดูแลพลังงานสำคัญหรือพลัง 'ชี่' ให้แข็งแรงการมีพลัง 'ชี่' แข็งแรงทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าและมีพลัง ที่สำคัญคือต้องมีกรดในร่างกายไม่มากจนเกินไป โดยทั่วไปอาหารที่มีความเข้มข้นของน้ำตาลสูงจะมีความเป็นกรด จึงควรงดอาหารประเภทดังกล่าว และกินอาหารที่มีความเป็นด่างแทน เช่น ผักสีเขียวเพื่อสร้างสมดุลให้ร่างกาย กายและใจแข็งแรง และถ้าอยากให้ร่างกายแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า ควรงดหรือกินข้าวสาลีและผลิตภัณฑ์จากนมที่มีความเป็นกรดให้น้อยลง" บาร์ติ วาส ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรเวทของ Health Plus


3. สดชื่นทุกฤดูกาล
"คนแข็งแรงกระปรี้กระเปร่าจะมีความสวยตามธรรมชาติ ไม่ว่าคนๆ นั้นจะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร เป็นความสดชื่นเปล่งปลั่งที่เกิดจากภายในหากต้องการให้ร่างกายฟิตแข็งแรงเต็มร้อยตลอดปี ก็ควรกินอาหาร ออร์แกนิกส์ที่ปลูกตามฤดูกาล และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ไม่มีส่วนผสมของสารก่อพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกายมากเกินไป" ซูซาน เคอร์ติส นักสุคนธบำบัดและผู้อำนวยการ Neal's Yard Remedies


4. หายใจอย่างถูกวิธี
"เมื่อนึกถึงความกระปรี้กระเปร่า ผมจะนึกถึงชีวิตชีวาของพลังแห่งชีวิต ซึ่งก็คือการหายใจแบบโยคะ คำว่า ลมหายใจมีความหมายเช่นเดียวกับคำว่า พลังปราณ การฝึกหายใจอย่างถูกต้องเป็นวิธีนำพลังงานเข้าสู่ร่างกายที่ได้ผล ช่วยให้จิตใจและสมองปลอดโปร่งแจ่มใส หากสามารถหายใจได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ชีวิตเต็มเปี่ยมด้วยพลัง ควรหันมาเล่นโยคะ หรือฝึกนั่งสมาธิและหายใจลึกๆ จนถึงท้อง จากนั้นเลื่อนขึ้นมาที่หน้าอก นี่คือการหายใจอย่างถูกต้อง" ฮาวเวิร์ด แนปเปอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโยคะ GMTV


5. เติมความสดชื่นด้วยน้ำมันหอมระเหย
"น้ำมันหอมระเหยที่ร้างความสดชื่นกระปรี้กระเปร่ามากที่สุดน่าจะเป็นกลิ่นเปปเปอร์มินต์ 2 หยดลงในเจลอาบน้ำและแชมพูจะช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่ารับเช้าวันใหม่ น้ำมันกลิ่นลาเวนเดอร์ช่วยลดความวิตกกังวลและเสริมสร้างภูมิต้านทานโรค หยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ 3 หยดลงในน้ำมันตัวพา (carrier oil) ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวอย่างเจลอาบน้ำ เคล็นซิ่ง และแชมพูที่มีส่วนผสมของทีทรีออยล์จะช่วยป้องกันไม่ให้ผิวติดเชื้อ แถมยังทำให้ผิวแข็งแรงสดชื่น "โรเบิร์ต ทิสเซอร์รานด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านดุคนธบำบัดของ Health Plus


6. ใกล้ชิดธรรมชาติ
"ธรรมชาติช่วยให้ใจเย็นและมองโลกในแง่ดีซึ่งจะส่งผลไปถึงสุขภาพกายและใจ ทำให้รู้สึกระชุ่มกระชวย การเดินเท้าเปล่าบนสนามหญ้าซึ่งปกคลุมด้วยน้ำค้างหรือหยดฝนในตอนเช้าช่วยให้รู้สึกสดชื่น แม้คุณจะใช้ชีวิตอยู่ในเมืองก็ตาม วิธีนี้ช่วยให้คุณได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ แค่ใช้เวลา 2-3 นาทียืนหลับตาสัมผัสความรู้สึก ขณะยืนอยู่บนยอดหญ้า ตั้งสมาธิพร้อมหายใจเข้าลึกๆ แล้วคุณจะรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อหลังผ่านไป 2-3 นาที เป็นวิธีง่ายๆ แต่ได้ผล "ดอว์น เบรสลิน ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาบุคลิกภาพของ Health Plus


7. กินอาหารที่ให้พลังงานตลอดวัน
"สดชื่นกระปรี้กระเปร่าเป็นความรู้สึกกระฉับกระเฉงและปลอดโปร่งสดชื่น ดังนั้น ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร กินผักผลไม้มากๆ งดเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์ หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป ควรกินอาหารที่มีไกลเซมิกต่ำ หรืออาหารที่มีน้ำตาลน้อย และปล่อยพลังงานออกมาช้าๆ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังข้าวไรย์ องุ่นและแอปเปิ้ล อาหารเล่านี้ให้พลังงานตลอดวัน" แมตต์ โรเบิร์ต ผู้ฝึกสอนฟิตเนส


8. กินอาหารล้างพิษ
"สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องทำเพื่อเสริมสร้างความสดชื่นกระปรี้ กระเปร่า คือ การเลือกกินอาหารที่เหมาะสม ลงทุนซื้อเครื่องคั้นน้ำผลไม้ และหนังสือสูตรทำสมูทตี้และน้ำผลไม้สักเล่ม วิธีนี้จะช่วยให้ผักผลไม้เข้าสู่อวัยวะภายในร่างกายได้ง่าย เวลาปรุงอาหาร ให้ใช้น้ำมันมะกอกแทนเนย ใช้โยเกิร์ตแทนครีมข้น เพราะอาหารเหล่านี้มีไขมันต่ำกว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่า กินแล้วรู้สึกกระปรี้กระเปร่า" แอนโธนี่ วอร์แรล ธอมป์สัน เชฟคนดังและนักรณรงค์การบริโภคอาหารออร์แกนิกส์


9. ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด
"ถ้าต้องการให้ชีวิตกระฉับกระเฉงกระปรี้กระเปร่า ในแต่ละวันคุณต้องมองไปข้างหน้า เริ่มจากคุณต้องวางแผนชีวิตในแต่ละวัน การทำเช่นนี้จะช่วยให้รู้ว่าอะไรบ้างที่จำเป็นต้องทำ ชีวิตในแต่ละวันไม่จบลงด้วยความอ่อนล้าและว่างเปล่า เก็บงานยากไว้ทำทีหลัง และอย่าลืมให้รางวัลกับตัวเองทุกครั้งที่ทำงานสำเร็จ" แพม ริชาร์ดสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการโค้ชเสริมสร้างพลังชีวิตของ Health Plus


10. มองโลกในแง่ดี
คิดบวก อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีสีสันสดใส อ่านหนังสือและบทความที่ช่วยยกระดับจิตใจแทนการอ่านเรื่องหดหู่หรือรุนแรง ออกนอกบ้านไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงแทนที่จะนั่งจับเจ่าอยู่กับบ้าน การใช้ชีวิตง่ายๆ แบบนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานในร่างกาย ทำให้อารมณ์แจ่มใส


อ้างอิง : Health Plus Magazine

เป็นอย่างไรกันบ้างครับผมกับ 10 เคล็ดลับ ที่จะคืนความกระปรี้กระเปร่าให้แก่คุณ หวังว่ามันจะช่วยทุกท่านนะครับผมแล้วกลับมาพบกันใหม่กับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2557

คุณประโยชน์ของน้ำลูกยอ ที่คุณยังไม่รู้



วันนี้มาพบกับประโยชน์ ดีๆจากลูกยอ มารับชมกันเลยครับ
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร น้ำลูกยอผสมน้ำผึ้ง
ส่วนประกอบสำคัญ : ใน 1 ช้อนโต๊ะ (15 มิลลิลิตร) ประกอบด้วย น้ำสกัดจากผลและใบยอ 70% v/v มะขามเปียก 5% v/v น้ำผึ้ง 5% v/v เกลือแกง 0.5% w/w ใช้วัตถุกันเสีย
วิธีรับประทาน : รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ (15-30 มิลลิลิตร) ก่อนอาหาร 30 นาที เช้าและเย็น เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน


คุณประโยชน์ของน้ำลูกยอ
ลูกยอลูกยอ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Morinda Citrifolia Linn มีชื่อภาษาอังกฤษว่า NONI INDIAN MULBERRY เมื่อสุกเต็มที่จะมีเอนไซม์ ที่เป็นประโยชน์อย่างมากมาย ยอ เป็นพืชที่พบขึ้นอยู่หลายประเทศทั่วโลก เช่น ไทย จีน อินเดีย หมู่เกาะแปซิฟิคทางตอนใต้ ตาฮิติ ฮาวาย มาเลเซีย ฯลฯ ในประเทศไทย มีการนำส่วนต่าง ๆ ของยอมาใช้ประโยชน์ อาทิ เช่น รากยอนำมาใช้เป็นสีย้อมผ้าไหม และไหมพรม ใบยอนำมาปรุงอาหาร ผลยอสุกใช้รับประทานได้ และมีการใช้ผสมในตำรับยาโบราณมานานหลายร้อยปี คุณสมบัติ ลูกยอ มีสารสำคัญมากมายถึงกว่า 140 ชนิด ทั้งจำพวกโปรตีน และกรดอะมิโนครบถ้วน นอกจากนี้ยังมีสารอื่น ทั้งวิตามินและเกลือแร่ มากมาย แต่ที่สำคัญมี สาระสำคัญหน้าที่


คุณประโยชน์ ของ Proxeronineโปรเซโรนีน& EnZymeProxeroninaseเอนไซม์ โปรเซโรเนสXeronine
สารเซโรนีน
- ซ่อมแซมผนังเซลล์ของทุกอวัยวะทั่วร่างกาย- ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยการจับตัวกับกรดอะมิโนในการสร้าง โปรตีนและเสริมการ ทำงานของโปรตีนให้มีคุณภาพสูงสุด- ร่างกายแข็งแรง ประสิทธิ ภาพเต็ม 100%- เร่งการฟื้นตัวของเซลล์ที่เสียหายทั่วร่างกาย รวมทั้งตับอ่อน- ลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนไข้เบาหวานเนื่องจากมีการซ่อม แซม ของตับอ่อน- เป็นสารตั้งต้นของ Hormone Melatonin ช่วยในการให้ การนอนหลับเป็นไปอย่างสมดุล- นอนหลับสบาย สะสมพลังงานได้เต็มที่ ตื่นนอนจะสดชื่น- ออกฤทธิ์จับกับตัวรับของสารเอ็นดอร์ฟีน (Endorphin Receptor)- กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว และการสร้าง ภูมิคุ้มกัน (Antibody)- เกิดความรู้สึกที่เป็นสุข และอารมณ์สดชื่น กระปรี้กระเป่า- เพิ่มภูมิต้านทานโรคให้ดี ขึ้นเพื่อต่อต้านเชื้อโรค, ต้านมะเร็ง Scopoletinสโคโปเลติน- ขยายหลอดเลือดโดยตรงและเสริมฤทธ์กับ สารเซโรโตนิน (Serotonin) ในร่างกายในการ ควบคุมการหดและขยายตัว ของ หลอด เลือดแดง – ลดความดันโลหิต- มีผลต่อสมอง และอารมณ์- จิตใจสงบ สดชื่น มีพลัง- ต่อต้านการอักเสบ, ต่อต้านสารภูมิแพ้ (Histamine)- ลดอาการปวด และการอักเสบที่เกิดขึ้นทั่วร่างกายเช่นปวดศรีษะ, ปวดเก๊าท์, เอ็นอักเสบ ฯลฯ ลดอาการของโรคภูมิแพ้- ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา- ป้องกันร่างกายจากการติดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา Anthraquinoneแอนทราควิโนน- ควบคุมและยับยั้งเชื้อโรคในระบบทางเดินอาหาร เช่น STAPHYCOCCUS AUREUS, E. Coli, Salmonella- ป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร Damnacathal แดมนาแคทอล- ยับยั้งการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ปกติไม่ให้กลายเป็นเซลล์มะเร็ง- ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง- ยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง- เพิ่มคุณภาพชีวิตและช่วยให้ผู้เป็น มะเร็งมีอายุยืนยาวขึ้น Terpenesเธอร์ปินส์- ช่วยให้เซลล์ขับถ่ายสารพิษต่าง ๆ ออกไปนอกร่างกาย ชะลอ ความเสื่อมของเซลล์ Phytonutrientsไฟโตนูเทเรียนส์ ได้แก่เบต้าแคโรทีน,ไบโอฟลาโวนอยด์,วิตามินซี, วิตามินอี, ซีลีเนียม- เป็นสารต้านอนุมูลอิสระจากธรรมชาติมากมายหลายชนิด- ชะลอความเสื่อมของเซลล์, ชะลอความแก่ ป้องกันการตีบตันของ หลอดเลือดแดง, ลดการเกิดโรคหัวใจ, อัมพฤกษ์อัมพาต Dietary Fiberไดเอททารี ไฟเบอร์(ใยอาหาร)- ช่วยจับ โคเลสเตอรอล (Cholesteral), น้ำตาลในเลือด- ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล (Cholesteral) และระดับน้ำตาลใน เลือด Amino Acidsอะมิโน แอซิด- มีกรดอะมิโนถึง 17 ชนิด- สร้างโปรตีน, ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ


การค้นพบสารสำคัญในลูกยอ

ดร.ราฟ ไอเนกี (Dr. Ralph Heinicke) นักชีวเคมีชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียง ได้ทำการวิจัยและค้นพบ เอนไซม์ในสับปะรด ซึ่งเป็นอัลคาลอยด์ชนิดหนึ่งเขาตั้งชื่อไว้ว่า เซโรนีน (Xeronine) นับแต่ปี ค.ศ. 1950 และได้มีการศึกษาอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา จนพบว่ามีสารนี้ในลูกยอมากกว่าในสัปปะรดหลายสิบเท่า และได้มีการวิจัยอย่างต่อเนื่อง จนรู้ถึงคุณประโยชน์อันน่าอัศจรรย์ของน้ำลูกยอ และเป็นประโยชน์ทางการแพทย์ ดังนี้

1. สร้างเสริมปฏิกิริยาชีวเคมีในเซลล์ให้ดีขึ้น ฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมโทรม ซ่อมแซมเซล์ที่ถูกทำลาย เพิ่มพลังในเซลล์ทำให้มีกำลังและขจัดสารพิษในเซลล์

2. ช่วยสังเคราะห์สารโปรตีนในร่างกาย ทำให้ระบบฮอร์โมนในร่างกายดีขึ้น และเป็นผลดีต่อต่อมต่าง ๆ ในร่างกายทำให้ทำงานดีขึ้น

3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความเสื่อมของร่างกาย และต่อต้านมะเร็ง

4. ลดระดับน้ำตาลในคนไข้เบาหวาน

5. ลดความดันโลหิตสูง

6. ต่อต้านเซลล์มะเร็ง และเสริมภูมิต้านทานโรคโดยการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวเพื่อต่อต้านเซลล์มะเร็งและเชื้อโรคต่าง ๆ

7. ลดและบรรเทาการอักเสบของเซลล์ ลดและบรรเทาโรคภูมิแพ้

8. มีวิตามิน แร่ธาตุ อะมิโนแอซิด ช่วยเสริมอาหารและเพิ่มพลังงานใน ร่างกาย

9. ระงับความเจ็บปวด และบรรเทาอาหารปวดซ้ำ

10. ช่วยสมานแผล ทำให้แผลหายเร็ว

11. ป้องกันและลดอาการของโรคภูมิแพ้

ลูกยอไทย จากการวิจัยของคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า ลูกยอสามารถช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน และป้องกันมะเร็งได้ โดยในลูกยอจะมีสารกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาว ซึ่งทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคในร่างกาย และสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งไม่ให้ลูกลาม แต่ไม่ได้รักษามะเร็ง นอกจากนี้มีฤทธิ์แก้ปวดกระตุ้นเอนไซม์ในลำไส้เล็กให้ทำงานดีขึ้น

Credit สภากาชาดไทย

เป็นไงกันบ้างครับพบกับประโยชน์ดีๆ ที่เต็มเปี่ยมไปกับ ลูกยอ ประโยชน์มากมายเลยนะครับผม ลองหามาทานกันดู แล้วพบกันใหม่กับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2557

เมื่อตื่นสายกันดีนักใช่มั้ย!! มาดู 8 เคล็ดลับที่จะทำให้คุณ "ตื่นเช้า" กัน

วันนี้ก็มาพบกับเรื่องของการตื่นเป็นอะไรที่พูดยากจริงๆ บางคนก็ชอบการตื่นเช้า บางคนไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุกก็ตื่นเองได้ แต่บางคนหาวิธียังไงก็ไม่สามารถดึงตัวเองลุกขึ้นจากเตียงได้ เหมียวก็เป็นเหมือนกันแหละ วันนี้เลยมาเสนอ 8 เคล็ดลับ ที่จะทำให้คุณทั้งหลายตื่นเช้ากัน มารับชมกันเลย

wakeup-easy

1. ตั้งปฏิญาณว่าจะตื่นเช้า เดี๋ยวก็ตื่นเอง อันนี้มีงานวิจัยจากเยอรมนีรับรองเลยนะ แต่ต้องนอนให้เพียงพอล่ะ ไม่ใช่ว่าตั้งใจตื่น 6 โมงเช้า ตัวเองนอนตี 4 อย่างนี้ไม่ตื่นแน่ๆ

2. จงเปิดรับแสงแดด นักจิตวิทยากล่าวว่า แสงแดดยามเช้ามีผลต่อการตื่นนอน ดังนั้นย้ายเตียงไปไว้ใกล้หน้าต่างซะ

3. ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่ากด “Snooze” สำหรับคนที่ชอบตั้งนาฬิกาปลุกในมือถือนะจ๊ะ รู้ดีว่าปุ่มนี้มันพรากชีวิตเราไปมากแค่ไหน

4. หยิกตัวเอง อันนี้มหาลัยในมิชิแกนได้วิจัยออกมาว่าการหยิกมันทำให้ตื่นจริงๆนะ เจ็บหน่อย ทนเอา

5. ตื่นเวลาเดียวกันทุกๆวัน ร่างกายมันจะปรับสภาพและเรียนรู้ไปเองได้

6. ปรับเสียงนาฬิกาปลุกให้มันนุ่มนวลหน่อย เพราะถ้าใช้เสียงโหดๆมันจะทำให้เราหงุดหงิด นอนต่อ หรือไม่ก็พาลใส่คนอื่นไปทั้งวันได้

7. บิดขี้เกียจสักนิด ลุกขึ้นมาจากเตียง ออกกำลังกาย ยืดเส้ยยืดสายบ้าง

8. เพิ่มความชุ่มชื่น ในขณะที่เราหลับเราจะเสียน้ำไปมาก ดังน้ำควรจะรับน้ำเข้ามาบ้าง เหมียวหมายถึงให้ดื่มน้ำนะ ไม่ใช่เอาน้ำมาราดตัว
ที่มา businessinsider

เป็นไงกันบ้างครับกับ 8 เคล็ดลับที่จะทำให้คุณ "ตื่นเช้า" น่าจะโดนใจใครหลายๆคน ต้องลองกันดูนะครับ อิอิ จะได้ตื่นเช้ากันนะครับ แล้วกับมาพบกันใหม่กับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ