แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ food แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ food แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อาหารอิ่มท้อง มิตรแท้ของคนไดเอต




























เห็นหลายคนช่วงนี้ทำการไดเอตกันอย่างจริงจัง ทั้งออกกำลังกายและควบคุมอาหาร วันนี้ก็เลยมีอาหารมาแนะนำที่ช่วยสำหรับคนไดเอตทั้งได้อิ่มท้องกันและรับไฟเบอร์สูงอีกด้วย มาเริ่มกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้างเอ่ย


 เมล็ดเจีย

  เมล็ดเจียเม็ดเล็ก ๆ มีทั้งสีขาวและดำที่ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีรสชาติอะไร แต่ถ้าลองนำไปประกอบอาหารก็จะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารนั้น ๆ ได้ดีทีเดียว เช่น  ทำเมนูสมูธตี้ กินคู่กับโยเกิร์ต ทำสเปรดทาขนมปัง (Spread) หรือโรยในสลัดผัก เป็นต้น และถ้าหากพูดถึงประโยชน์ของเมล็ดเจียแล้วจะต้องตกใจกันแน่ เพราะเมล็ดเจียตัวจิ๋วเหล่านี้อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้าทรีมากกว่าในปลาแซลมอนถึงร้อยละ 30 มีไฟเบอร์สูงถึงร้อยละ 42 และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าผลบลูเบอร์รีอีกด้วย เรียกได้ว่าเมล็ดเจียเป็นอาหารอันดับต้น ๆ ที่คนกำลังไดเอตควรนึกถึงเลยล่ะ

กระเจี๊ยบเขียว

หนึ่งในผักเครื่องเคียงจิ้มน้ำพริกอย่างกระเจี๊ยบเขียวนั้น ที่ถึงแม้ว่าจะมีไฟเบอร์เพียงร้อยละ 10  แต่คงคาดไม่ถึงกันแน่ ๆ ว่ากระเจี๊ยบเขียวก็ช่วยให้แผนไดเอตของเราสำเร็จผลได้ เพราะในกระเจี๊ยบเขียวมีแคลอรีต่ำเพียง 30 แคลอรี อีกทั้งยังอุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี โฟเลต แคลเซียม ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม เราจึงสามารถกินต้านหิวได้ตลอดทั้งวัน โดยนำไปทำเป็นเมนูกระเจี๊ยบนึ่งจิ้มน้ำพริก หรือเมนูผัดพริกแกงก็ได้

โอ๊ตมีล

โอ๊ตมีลก็เป็นหนึ่งในอาหารคลีนที่คนไดเอตหันมาให้ความสนใจ เพราะกินแล้วอิ่มท้องนานทำให้เราอยากกินจุบจิบน้อยลงด้วย โอ๊ตมีลปรุงสุก 1 ถ้วยตวงให้พลังงานต่ำเพียง 145 แคลอรี และอุดมด้วยไฟเบอร์ที่มากถึงร้อยละ 40  ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ โอ๊ตมีลสามารถดัดแปลงเป็นเมนูอิ่มท้องอย่างง่าย ๆ ได้อย่างหลากหลาย เพียงแค่เพิ่มคุณค่าจากนม ผัก ผลไม้ หรือธัญพืช เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อสุขภาพด้วย เห็นได้จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร  American Journal of Lifestyle Medicine เผยว่า โอ๊ตมีลเป็นอาหารที่มีสารอาหารเบต้ากลูแคน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด  และช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ รู้แบบนี้แล้ว ต้องหันมากินโอ๊ตมีลกันเยอะ ๆ

 ลูกแพร์

รู้กันหรือไม่ว่า ลูกแพร์เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์เพคตินอยู่ร้อยละ 24 ซึ่งเป็นปริมาณไฟเบอร์ที่มากกว่าผลแอปเปิลซะอีก ที่สำคัญคือ เปลือกของลูกแพร์นี่แหละที่อุดมด้วยประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และช่วยบำรุงหลอดเลือดของเราให้แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งถ้าหากเราปอกเปลือกลูกแพร์ทิ้งไปก็เท่ากับว่าคุณค่าที่ควรจะได้จากผลลูกแพร์นั้นหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ข้าวบาร์เล่ย์

ข้าวบาร์เล่ย์เป็นธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูงถึงร้อยละ 75 เลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถนำมาดัดแปลงเป็นเมนูต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น เพิ่มในสลัดผัก ทำเป็นเมนูซุป โจ๊ก ข้าวต้ม หรือแม้แต่เพิ่มในเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้ ซึ่งเมื่อเรากินข้าวบาร์เล่ย์เข้าไปแล้ว กากใยจะถูกย่อยให้แตกตัวเป็นกรดบิวไทลิก (Butyric acid) มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และยังบำรุงหัวใจอีกด้วย นับว่าข้าวบาร์เล่ย์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยอิ่มไม่อ้วนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

กะหล่ำดาว

 กะหล่ำดาวลูกเล็ก ๆ นั้นมีไฟเบอร์อยู่ร้อยละ 16  และมีแคลอรีต่ำอีกด้วย โดยกะหล่ำดาวปรุงสุก 1 ถ้วยตวง หรือประมาณ156 กรัม ให้พลังงานเพียง 56 แคลอรีเท่านั้นเอง ซึ่งนอกจากกินแล้วอิ่มท้องดี ไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังสามารถต้านมะเร็งได้อีกด้วย โดยจากข้อมูลของ American Cancer Society เผยว่า กะหล่ำดาวอุดมด้วยสารต้านมะเร็งที่เรียกว่า กลูโคซิโนเลท (Glucosinolate) ที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้

ถั่วแดง

อีกหนึ่งตัวช่วยอิ่มท้องแบบไม่อ้วนที่น่าสนใจก็คือ ถั่วแดง ที่มีโปรตีนเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์ โดยถั่วแดงเพียง 1 ถ้วยตวงมีโปรตีนเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์ 28 กรัม จึงสามารถกินทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ เช่น ไก่ ปลาทูน่า ไก่ง่วง ที่สำคัญคือ ยังให้ความอิ่มท้องแบบแคลอรีต่ำด้วย นั่นคือ ถั่วแดงปรุงสุก 1 ถ้วยตวง ให้พลังงาน 225 แคลอรี และมีไฟเบอร์ประมาณร้อยละ 25 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน แต่สิ่งสำคัญที่สาวรักหุ่นควรระวังคือ หลีกเลี่ยงการปรุงถั่วแดงด้วยรสเค็ม หวาน หรือถั่วแดงบรรจุกระป๋องนะ เพราะอาจทำให้การไดเอตไม่เห็นผลเท่าที่ควร

ถั่วชิคพี (Chickpeas)

 สำหรับคนที่ต้องการไดเอตสามารถนำถั่วชิคพีไปปรุงอาหาร หรือนำไปต้มสุกเป็นของกินเล่นก็ได้ เพราะถั่วชิคพีปรุงสุก 1ถ้วยตวง ให้พลังงาน 269 แคลอรี และมีไฟเบอร์อยู่ร้อยละ 20 นอกจากนี้แล้ว ถั่วชิคพียังช่วยบำรุงหัวใจอีกด้วย จากผลการวิจัยเผยว่า การกินถั่วชิคพีมากกว่า 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจตีบได้ถึงร้อยละ 22 อย่างไรก็ตาม หากต้องการไดเอตให้ได้ผล ควรหลีกเลี่ยงการต้มถั่วชิคพีกับเกลือ น้ำตาล หรือถั่วชิคพีบรรจุกระป๋อง

ส้ม

 เป็นที่รู้กันดีว่า กินส้มแล้วไม่อ้วนแน่นอน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ส่วนใหญ่เรากินส้มผิดวิธี ทำให้ได้รับประโยชน์จากส้มได้ไม่เต็มที่ เพราะส่วนของผลส้มที่ทำให้กินแล้วอิ่มก็คือ กากใยส้มนั่นเอง ซึ่งมีไฟเบอร์เพคตินอยู่สูงถึงร้อยละ 70 เลยทีเดียว หากเราดึงใยส้มออกแล้ว ไฟเบอร์ในผลส้มจะลดคุณค่าลงเหลือเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น ดังนั้น ใครที่กินผลส้มตอนไดเอตอยู่ต้องกินใยส้มด้วยนะ

 เจลาติน  

จากผลการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2005 ที่ถูกตีพิมพ์ในหัวข้อ Diabetes, Obesity and Metabolism เผยว่า อาหารประเภทเจลาตินนั้นมีผลต่อการควบคุมน้ำหนักตัว ช่วยป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 ลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยรักษาสมดุลความดันโลหิตได้ ซึ่งอาหารประเภทเจลาตินที่ว่านี้ก็คือ อาหารประเภทวุ้น เส้นบุก และสาหร่ายนั่นเองค่ะ เพราะอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยไฟเบอร์สูงถึงร้อยละ 80 และมีแคลอรีเป็นศูนย์ เนื่องจากไม่มีสารอาหารใด ๆ เลย มีแต่เส้นใยไฟเบอร์ล้วน ๆ เราจึงกินแล้วอิ่มอยู่ท้อง อย่างไรก็ตาม การกินเจลาตินเพื่อลดน้ำหนัก สาว ๆ ต้องระวังแคลอรีที่มากับสารปรุงแต่งรสชาติให้ดีด้วยนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของวุ้นหลากสี เครื่องดื่มเจลาติน เครื่องดื่มบุกผง หรือแม้แต่สาหร่ายปรุงรสชนิดต่าง ๆ หากเผลอกินมากไปละก็ อ้วนแน่นอน

อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าอาหาร 10 อย่างที่เรานำมาฝากนี้จะมีไฟเบอร์สูง เหมาะสำหรับช่วงไดเอตอย่างแท้จริงก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรละเลยอาหารหมู่หลักนะ เพียงแต่ควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่พอดีเท่านั้น นอกจากนี้แล้วยังต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วยแล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

กินอย่างถูกต้องป้องกัน “อัลไซเมอร์”

     
             
   “อัลไซเมอร์” เป็นอาการสมองฝ่อที่เกิดจากปัญหาเนื้อสมองเกิดการหดตัวลง เซลล์สมองบางส่วนถูกทำลายไป ในสมัยก่อนคนไทยไม่ค่อยมีอาการนี้เมื่อเทียบกับฝรั่ง แต่ในปัจจุบันเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุเกิน 65 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้เป็นอย่างสูง ส่วนวิธีการลดความเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์นอกจากลดความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เรื่องอาหารการกินก็เป็นตัวช่วยสำคัญด้วยเช่นกัน

                นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลว่าการกินอาหารบางชนิดช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้ถึงร้อยละ 40 นั่นคืออาหารที่ดีต่อภาวะหัวใจ เพราะภาวะหลอดเลือดดีย่อมส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองดีตามไปด้วย

                ดังนั้นจึงต้องรู้จักเลือกกินอาหารให้เป็น เช่น กินผัก-ผลไม้และถั่วให้มากขึ้น ร่างกายจะได้รับกรดโฟลิกซึ่งช่วยลดภาวะอักเสบในหลอดเลือด ลดความเสี่ยงปัญหาหลอดเลือดตีบที่จะมีผลต่อสมองโดยตรง รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของหลอดเลือดและเซลล์สมอง

                เนื้อแดง อย่าง เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ ที่มีไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันโอเมก้า 6 ชนิดที่มีปัญหาซ่อนอยู่ สร้างปัญหามากกว่า หากจะกินเนื้อให้กินเนื้อไก่ที่เนื้อขาว (ไม่รวมหนัง)  เพราะในเนื้อขาวจะมีไขมันแทรกตัวอยู่น้อยกว่า แม้กระทั่งนมชนิดมีไขมันเต็ม ผลิตภัณฑ์จากนมอย่างเนยแข็ง ก็มีผลไม่ต่างจากเนื้อแดงเช่นกัน ดังนั้นจึงควรเลือกดื่มนมชนิดพร่องมันเนยหรือชนิดปลอดมันเนยแทน

                หรือการใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร น้ำมันมะกอกจะมีกรดไขมันอิ่มตัวหนึ่งตำแหน่งหรือกรดโมโนอยู่มาก มีผลดีต่อหลอดเลือด แต่ราคาสูง อาจเลือกใช้น้ำมันที่มีกรดโอเลอิกแทน ซึ่งเรียงลำดับได้ดังนี้ น้ำมันถั่วมีกรดโอเลอิก 50 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันงามี 41 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันรำข้าว 40 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันปาล์มโอเลอินมี 38 เปอร์เซ็นต์ และน้ำมันถั่วเหลืองมี 23 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรกินมากเกินไป

    
               

 อาหารที่พิเศษต่อสมองมาก ราคาไม่แพง และมีมากมายในบ้านเราได้แก่ “ปลา” ไม่ว่าจะปลาทะเลหรือปลาน้ำจืด เพราะเนื้อปลามีโปรตีนที่ย่อยง่าย มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์อเนกอนันต์ต่อหลอดเลือดหัวใจอันจะส่งผลให้สมองแข็งแรง ช่วยสกัดกั้นโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี 

หวังว่าทุกคนจะเลือกอาหารที่ดีมีประโยชน์มารับประทานกันนะครับแลช้วกลับมาพบกันใหม่กับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อาหารที่ช่วยตับขับสารพิษ

วันนี้มาพบกับเรื่องเกี่ยวกับตับ มีอะไรบ้างเราลองไปรับชมกันครับว่ามีอะไรบ้าง เริ่มเรามารู้จักกับ ตับ กันครับว่ามีหน้าที่ทำอะไร

         ตับ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน เมื่อตับแข็งแรงก็จะส่งผลต่อสุขภาพที่ดี เพราะตับช่วยลดการติดเชื้อ และขจัดของเสียออกจากร่างกาย การทานอาหารที่ดีเป็นประจำ จะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารที่ช่วยตับในการล้างพิษ

- กระเทียม หัวหอม มะนาว ผักใบเขียว ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำปลี เพราะจะทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็นกลาง ช่วยเพิ่มผลิตน้ำดีที่ช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้

- องุ่น ส้ม แคนตาลูป มะละกอ พรุน ลูกเกด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปกป้องตับจากอนุมูลอิสระทีมีปริมาณสูงขึ้นในกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย

- ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ซึ่งมีวิตามินบีสูง

- ผักผลไม้ที่อุดมไปด้วย วิตามินซี

- พืชที่มีรสเปรี้ยวและผักใบเขียว ช่วยในการล้างพิษของตับ

- ไข่แดง ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อปลา ซึ่งมี เลซิติน ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับ

- เนื้อสับ ถั่วขาว เนื้อไก่ หอยนางรม มีธาตุสังกะสี ช่วยให้ตับทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

        อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะตับสามารถผลิตคอเลสเตอรอลได้เพียงพอต่อร่างกายอยู่แล้ว และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อหลีกเลี่ยงโรคตับแข็งนะครับ แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2557

หากหยุดเล่นเวทแล้วจะเกิดอะไรขึ้น?

วันนี้มาพบกับ หากหยุดเล่นเวทแล้วจะเกิดอะไรขึ้น หลายคนคงเคยสงสัยว่าเกี่ยวกับคำถามว่า ถ้าหยุดเล่นเวทแล้วจะเป็นอย่างไร? บางคนบอกว่าจะอ้วน บางคนบอกจะเนื้อย้วยเหี่ยว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และ ทฤษฏีอะไรที่สนับสนุนข้อความเหล่านี้บ้าง มาพบกันเลยครับ
หยุดเล่นแล้วทำไมถึงอ้วน? ก่อนจะวิเคราะห์ในจุดสุดท้ายเมื่อหยุดออกกำลังกาย เราต้องวิเคราะห์ถึงการออกกำลังกายเองก่อนว่าส่งผลอย่างไรต่อร่างกาย เป็นที่ทราบกันดีว่า การออกกำลังกายนั้นที่แน่ๆต้องใช้พลังงาน และ การออกกำลังกายโดยการเวทเทรนนิ่งที่เหมาะสมนั้นสามารถกระตุ้นระบบเผาผลาญไปได้ตลอดวันอีกด้วย ณ.จุดนี้ที่เราสามารถบอกได้ชัดเจนคือ การออกกำลังกายทำให้ร่างกายใช้พลังงานในแต่ละวันมากขึ้น สมมติตัวเลขจากพลังงานของคนทั่วไปที่ 2,000 calories การออกกำลังกายนั้นอาจทำให้ร่างกายเผาผลาญได้มากขึ้นถึง 2,500 – 3,000 calories ต่อวันเลยทีเดียว และเมื่อร่างกายต้องการพลังงานที่มากขึ้นนั้นเราก็จะต้องรับประทานอาหารที่มากขึ้นด้วย เป็นไปตามกลไกการทำงานของระบบร่างกายที่ส่งสัญญาณความหิว หรือ ความต้องการอาหารให้ร่างกายนั้นต้องหาอาหารเพื่อรับประทาน ดังนั้นในขณะเดียวกัน กอปรกับพื้นฐานในการออกกำลังกายด้วยเวทเทรนนิ่ง เราเรียนรู้ที่จะสร้างพฤติกรรมการทานอาหารหลายมื้อไปพร้อมๆกัน แม้จะเป็นกรณีที่ผู้ฝึกต้องการควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายนั้นมีหลักฐานในการที่ผู้ที่ออกกำลังกาย “สามารถทานอาหารได้มากกว่าเก่า” ก่อนที่จะทำให้ “อ้วน” หรือ “เพิ่มน้ำหนัก” ด้วยปัจจัยตรงนี้เมื่อถึงวันที่ผู้ที่ออกกำลังกาย หยุดกิจกรรมการออกกำลังกายไปในทันที หมายถึง ในแต่ละวันผู้ฝึกนั้นๆจะสูญเสียดุลในการเผาผลาญไป (ตัวเลขสมมติต่อจากข้างต้น) 500 – 1000calories ทันที แต่สิ่งที่มักจะพบได้เป็นปกติคือ “พฤติกรรมการรับประทานอาหาร” ที่ยังคงอยู่ในปริมาณมาก เพราะร่างกายเคยชินกับการรับพลังงานที่ระดับเดิม 2,500 – 3,000 calories โดยที่ระบบเหล่านี้ไม่สามารถเปลี่ยนได้ในรายวันเสมือนการ “หยุดออกกำลังกาย” สิ่งที่เกิดขึ้นอันดับแรกคือ ผู้ที่หยุดออกกำลังกายนี้มีพลังงานส่วนเกินเพิ่มมาตามตัวเลขสมมติที่ 500 – 1000calories ต่อวัน ส่งผลให้เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้ผู้ฝึก เพิ่มน้ำหนักตัว และ ไขมัน หลังจากที่หยุดออกกำลังกายนั่นเอง
วิธีปฏิบัติหากจำเป็นต้องหยุดออกกำลังกายในกรณีที่เป็นผู้ที่มีรูปร่างอ้วนง่าย
- ลดปริมาณอาหารที่รับประทานต่อวันลงให้เท่ากับก่อนออกกำลังกาย เช่น 3มื้อหลัก หรือ ประมาณ 2000 calories ต่อวัน เป็นเวลาล่วงหน้าอย่างน้อย 2-4สัปดาห์ก่อนที่คาดว่าจะหยุดออกกำลังกาย
- หลังจากนั้นค่อยๆลดการออกกำลังกายลง จนถึงจุดที่หยุดออกกำลังกายตามความจำเป็น
******ข้อสังเกตุร่างกายสะสมไขมันเพิ่มในขณะที่ร่างกายได้รับพลังงานเกินไม่ใช่การที่ “กล้ามเนื้อเปลี่ยนเป็นไขมัน” เมื่อหยุด******
หยุดเล่นแล้วผอม??? ในขณะที่ผู้ฝึกส่วนใหญ่ประสบปัญหาการเพิ่มน้ำหนักและไขมันเมื่อหยุดออกกำลังกาย ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่อาจประสบกับปัญหาน้ำหนักลด ปริมาณกล้ามเนื้อลดลง เนื่องจากพื้นฐานของร่างกายและพฤติกรรมกลุ่มนี้คือ เป็นผู้ที่ระบบเผาผลาญสูง ร่างกายเพิ่มน้ำหนักยาก กินอาหารยาก ไม่มีความอยากอาหาร ซึ่งผู้ฝึกเหล่านี้สร้างกล้ามเนื้อโดยการฝึก และ การควบคุมโภชนการให้ร่างกายได้รับพลังงานที่ต้องการในปริมาณมากพอ โดยการ “พยายามกิน” เพื่อให้กล้ามขึ้น และเมื่อผู้ฝึกหยุดออกกำลังกาย กล้ามเนื้อที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นก็ลดปริมาณลงเนื่องจากไม่มีการกระตุ้น กอปรกับระบบเผาผลาญของร่างกายที่สูงโดยพื้นฐาน และ พฤติกรรมการไม่กินอาหารอย่างเพียงพอ ทำให้ร่างกายไม่สามรถรักษากล้ามเนื้อนั้นๆได้ ร่างกายจึงกลับมาสู่รูปร่าง ผอมเหมือนเดิม ซึ่งในกรณีนี้มักไม่พบปัญหาสุขภาพเหมือนกับกรณีแรกที่ร่างกายสะสมไขมันมากขึ้นนั่นเอง และเช่นกันผู้ฝึกที่ร่างกายเผาผลาญมากในตอนก่อนออกกำลังกาย ก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเกิดกรณีในข้างต้นคือ เป็นคนผอมมากออกกำลังกายแล้วหยุดฝึกกลายเป็นคนอ้วนง่าย เนื่องจากพฤติกรรมที่กล่าวมานั่นเองไม่ได้เกิดจากการที่ “กล้ามเนื้อเปลี่ยนเป็นไขมัน” แต่อย่างใด

ข้อสรุป จะเกิดอะไรเมื่อหยุดออกกำลังกาย
- ระบบเผาผลาญร่างกายลดลง
- ร่างกายต้องการพลังงานน้อยลง
- ร่างกายจะค่อยๆลดปริมาณกล้ามเนื้อลงจนถึงระดับที่สมดุล กล้ามเนื้อที่ขนาดใหญ่โตก็ลดขนาดลงโดยไม่มีปัญหาเรื่องความเหี่ยวย่นแต่อย่างไร เพราะกล้ามเนื้อและผิวหนังนั้นยืดหยุ่นตามธรรมชาติ
- ร่างกายจะค่อยๆกลับไปสู่ระบบพื้นฐานของร่างกายเดิมเช่น อ้วน หรือ ผอม

แปลว่าถ้าออกกำลังกายแล้วไม่สามารถ “หยุด” ได้ใช่หรือไม่ ?
มาถึงจุดนี้หลายคนคงจะเริ่มรู้สึกกังวลเกียวกับผลลัพธ์ในการออกกำลังกาย และ พันธะผูกพันที่เหมือนกับว่าต้องออกกำลังกายไปตลอดชีวิต หลักฐานทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นยืนยันว่า การออกกำลังกายด้วยการเวท เทรนนิ่งนั้นส่งผลดีต่อผู้ฝึกทุกระดับ ไม่ว่าจะในวัยกลางคน หรือ เพศหญิงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งยังสามารถได้รับผลดีในการรักษามวลกระดูกจากการออกกำลังกายด้วย
- ณ.จุดหนึ่งของการออกกำลังกาย เราใช้ความพยายามสูงขึ้น และ สูงขึ้นเพื่อให้พัฒนาไปถึงเป้าหมาย
- เมื่อถึงเป้าหมาย หรือ รูปร่างทีต้องการแล้ว ลักษณะการฝึกก็จะเป็นเพียงการฝึกเพื่อ คงสภาพ หรือ ในอีกนัยสำคัญคือ ใช้ความพยายามเท่าๆเดิมก็เพียงพอแล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องออกกำลังกายอย่างทุ่มเทจนสุดความสามารถตลอดชีวิต

Credit:planforfit

เป็นอย่างไรครับ ก็ใครที่เล่นเวทอยู่ก็ต้อง ออกกำลังกายนิดหน่อยนะครับ อย่าหยุดไปเลยเดียวมันจะคืนสภาพ นะครับ สู้ๆนะครับ แล้วกลับมาพบกับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพุธที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2557

รู้หรือไม่ อาหารอะไรบ้างที่ย่อยยาก ?



วันนี้มาพบกับเรื่องราวของอาหารที่คุณยังไม่รู้ ว่ากันว่ามันนั้นย่อยยาก คุณคิดว่ามันย่อยยากจริงหรือ หรือแค่เป็นแค่เค้าบอกกันเฉยๆ ลองมารับชมข้อมูลกันดูครับกับ รู้หรือไม่ อาหารอะไรบ้างที่ย่อยยาก ?

1. น้ำมะนาวหรือน้ำส้ม 
เครื่องดื่มที่มีฤทธิ์เป็นกรดอาจทำให้หลอดอาหารระคายเคือง แถมปริมาณกรดมากมาย อาจทำให้เกิดปัญหาอื่น
2. ช็อกโกแลต ส่วนใหญ่แล้วปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพราะคุณกินช็อกโกแลต แต่เป็นเพราะว่าคุณกินมากเกินไปต่างหาก หากคุณเป็นโรคกรดไหลย้อน (GERD) ช็อกโกแลตอาจเป็นปัญหาสำหรับคุณได้แม้ในปริมาณนิดเดียว นี่เป็นเพราะช็อกโกแลตทำให้กล้ามเนื้อหูรูดหลอดอาหารส่วนล่างคลายออก กรดในกระเพาะก็จะไหลย้อนกลับขึ้นมาได้
3. บร็อกโคลี่ และกะหล่ำปลีดิบ จริงอยู่ที่ผักเหล่านี้มีทั้งใยอาหาร สารอาหาร และก็ดีต่อสุขภาพของคุณมากๆ แต่พวกมันก็อาจทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะได้ ทางแก้นั้นง่ายมาก เพียงนำมาปรุงอาหารให้ผ่านความร้อนหรือแม้แต่ลวกเพียงเล็กน้อย ก็จะช่วยสลายสารซัลเฟอร์ที่ทำให้เกิดแก๊สได้แล้ว
4. มันบดและไอศกรีม หน้าตาเหมือนเป็นของย่อยง่าย แต่ถ้ากินเข้าไปแล้วรู้สึกกระเพาะปั่นป่วน เริ่มมีอาการท้องอืดมีแก๊สในกระเพาะเยอะ และเริ่มผายลมจนห้ามไม่ได้ นั่นล่ะคือสัญญาณบอกว่าร่างกายของคุณอาจแพ้แล็กโตส และต่อให้คุณปกติดี การกินไอศกรีมหรือมันบดที่มีครีมเยอะๆ ก็อาจเป็นปัญหาอยู่ดี เนื่องจากมันมีไขมันสูง และไขมันก็ย่อยยาก จึงอยู่ในกระเพาะอาหารนานกว่าอาหารอื่นๆ
5. นักเก็ตไก่ ทุกครั้งที่คุณคลุกอาหารเข้ากับแป้งแล้วนำไปทอด คุณได้เปลี่ยนอาหารชิ้นนั้นให้กลายเป็นของย่อยยากที่สุด โดยของทอดมักจะมันและมีไขมันสูง ซึ่งทำให้มันเป็นปัญหาสำหรับกระเพาะของเรา
6. หัวหอมดิบ หัวหอมนั้นมีไฟโตนิวเทรียนต์ ซึ่งบางชนิดให้คุณแก่สุขภาพและดีต่อหัวใจของคุณ ส่วนบางชนิดจะทำให้ปวดท้อง ถ้าให้ดีจึงควรกินหัวหอมดิบผสมกับหัวหอมที่ผ่านการปรุงสุกแล้วจะดีกว่า
7. ถั่ว เป็นที่ทราบกันดีกว่าการกินถั่วมากจะทำให้ผายลม สาเหตุเนื่องมาจากเอนไซม์ที่ย่อยถั่วได้นั้น จะพบได้ในเฉพาะแบคทีเรีย ซึ่งมีชีวิตอยู่ในกระเพาะอาหาร และถ้าคุณไม่กินถั่วเป็นประจำ คุณอาจมีเอนไซม์ไม่เพียงพอต่อการย่อยถั่ว ผลก็คือจะเกิดแก๊สแล้วท้องก็จะอืด
8. หมากฝรั่งปราศจากน้ำตาล Sorbitol คือสารชนิดหนึ่งที่มักใช้เป็นส่วนประกอบในขนมหวานสูตรไม่มีน้ำตาล เช่น หมากฝรั่ง ลูกอม มันอาจเป็นสาเหตุของแก๊สในกระเพาะอาหาร ดังนั้น ก่อนจะซื้อหมากฝรั่งมาเคี้ยวก็ลองพลิกฉลากมาดูก่อน หากมี Sorbital มากกว่า 10 กรัม นั่นก็แสดงว่ามันยากต่อการย่อยแน่ๆ
Credit: วิชาการ.คอม

เป็นไงครับกับ 
รู้หรือไม่ อาหารอะไรบ้างที่ย่อยยาก หวังว่าจะเป็นความรู้ให้แก่ทุกท่านนะครับผมแล้วพบกันใหม่กับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2557

พบกับสุดยอดอาหารเคล็ดลับอ่อนเยาว์



หากพูดถึงอายุหลายๆคนก็บอกว่าอย่าพูดถึงมันเลยใครๆก็อยากให้อายุเป็นเพียงตัวเลขไม่อยากให้เวลาผ่านไปเรื่อยๆโดยที่เราไม่มีผลกระทบแต่ความ จริงแล้ว เราก็สามารถดูแลตัวเองได้ด้วย อาหาร ซึ่งการกินนี้เป็นตัวช่วยที่จะทำให้ผิวพรรณหน้าตาไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา อยากรู้แล้วละซี้ ว่ามีอะไรบ้างงั้นเราไปพบกับสุดยอดอาหารเคล็ดลับอ่อนเยาว์ กันเลยครับผม

          น้ำสะอาด ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ร่างกาย เซลล์ผิวหนังต้องการความชุ่มชื้นเพื่อดำรงความแข็งแรงอ่อนเยาว์ให้ผิวหน้า หากอยากมีสุขภาพผิวดี ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเสียเหงื่อมากอาจต้องการมากกว่านั้น

          ปลาแซลมอน อุดมไปด้วยโอเมกา 3 โอเมกา 6 ซึ่งเป็นผลดีสำหรับหัวใจ และยังช่วยรักษาโรคผิวหนัง ผิวแห้ง ช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนเยาว์สดใส กรดไขมันและสารต้านอนุมูลอิสระในแซลมอนคือกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพผิว

          จมูกข้าว อุดมไปด้วยวิตามิน บี วิตามิน อี ซีลีเนียม ซึ่งช่วยในการชะลอการเสื่อมของเซลล์ ต่อสู้กับริ้วรอยแห่งวัย นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง และเพิ่มประสิทธิภาพครีมบำรุงผิวให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น 

 

          ผักและผลไม้ อุดมไปด้วยวิตามิน เอ และซี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน ซี ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนช่วยให้ผิวตึงกระชับและมีเลือดฝาด โดยเฉพาะมันฝรั่งหวานและแครอตซึ่งอุดมไปด้วยเบตาแคโรทีนช่วยลดเลือนริ้วรอย แห่งวัย และต่อสู้กับอนุมูลอิสระตัวการก่อมะเร็ง

          บลูเบอร์รี อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็ง สารไฟโตเคมิคอลในบลูเบอร์รีเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้บลูเบอร์รีมีความพิเศษ เนื่องจากสารนี้มีคุณสมบัติพิเศษในการลดผลกระทบจากบุหรี่ ควันพิษ และสารเคมีรอบด้าน ซึ่งเป็นการปกป้องผิวพรรณโดยธรรมชาติ

          แม้ว่าคุณจะดูแลผิวพรรณได้ดีอยู่แล้ว แต่อาหาร 5 ชนิดที่กล่าวมาจะยิ่งช่วยให้การดูแลผิวมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากอาหารทั้ง 5 ชนิด มีส่วนสำคัญในการช่วยให้ผิวหน้ามีสุขภาพดี แข็งแรง พอที่จะต่อสู้มลพิษที่เราต้องเผชิญทุกวัน

          การศึกษาเกี่ยวกับอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยให้การดูแลผิวพรรณเป็นไปได้ง่ายขึ้น การระวังและตระหนักถึงตัวการริ้วรอยแห่งวัยไม่เคยให้ผลเสีย ในทางตรงกันข้าม สารอาหารที่เราได้รับไม่เพียงทำให้ผิวพรรณกระจ่างใส มีสุขภาพดี แต่ยังช่วยส่งเสริมให้สุขภาพโดยรวมแข็งแรงขึ้นด้วย ว่าแล้วก็ลองเปิดตู้เย็นเช็กดูหน่อยซิว่า เย็นนี้เรายังขาดอะไรที่ต้องไปซื้ออีกบ้าง

ขอบคุณภาพจาก : www.warakuthailand.com

เป็นไงครับกับ
สุดยอดอาหารเคล็ดลับอ่อนเยาว์ เห็นแล้วหลายๆคนอย่าลืมไปหามารับประทานกันนะครับ อย่างที่เคยมีคนกล่าวไว้น่ะครับ you are what you eat  แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ