แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ vitamin แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ vitamin แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

กินอย่างถูกต้องป้องกัน “อัลไซเมอร์”

     
             
   “อัลไซเมอร์” เป็นอาการสมองฝ่อที่เกิดจากปัญหาเนื้อสมองเกิดการหดตัวลง เซลล์สมองบางส่วนถูกทำลายไป ในสมัยก่อนคนไทยไม่ค่อยมีอาการนี้เมื่อเทียบกับฝรั่ง แต่ในปัจจุบันเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุเกิน 65 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้เป็นอย่างสูง ส่วนวิธีการลดความเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์นอกจากลดความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เรื่องอาหารการกินก็เป็นตัวช่วยสำคัญด้วยเช่นกัน

                นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลว่าการกินอาหารบางชนิดช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้ถึงร้อยละ 40 นั่นคืออาหารที่ดีต่อภาวะหัวใจ เพราะภาวะหลอดเลือดดีย่อมส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองดีตามไปด้วย

                ดังนั้นจึงต้องรู้จักเลือกกินอาหารให้เป็น เช่น กินผัก-ผลไม้และถั่วให้มากขึ้น ร่างกายจะได้รับกรดโฟลิกซึ่งช่วยลดภาวะอักเสบในหลอดเลือด ลดความเสี่ยงปัญหาหลอดเลือดตีบที่จะมีผลต่อสมองโดยตรง รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของหลอดเลือดและเซลล์สมอง

                เนื้อแดง อย่าง เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ ที่มีไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันโอเมก้า 6 ชนิดที่มีปัญหาซ่อนอยู่ สร้างปัญหามากกว่า หากจะกินเนื้อให้กินเนื้อไก่ที่เนื้อขาว (ไม่รวมหนัง)  เพราะในเนื้อขาวจะมีไขมันแทรกตัวอยู่น้อยกว่า แม้กระทั่งนมชนิดมีไขมันเต็ม ผลิตภัณฑ์จากนมอย่างเนยแข็ง ก็มีผลไม่ต่างจากเนื้อแดงเช่นกัน ดังนั้นจึงควรเลือกดื่มนมชนิดพร่องมันเนยหรือชนิดปลอดมันเนยแทน

                หรือการใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร น้ำมันมะกอกจะมีกรดไขมันอิ่มตัวหนึ่งตำแหน่งหรือกรดโมโนอยู่มาก มีผลดีต่อหลอดเลือด แต่ราคาสูง อาจเลือกใช้น้ำมันที่มีกรดโอเลอิกแทน ซึ่งเรียงลำดับได้ดังนี้ น้ำมันถั่วมีกรดโอเลอิก 50 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันงามี 41 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันรำข้าว 40 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันปาล์มโอเลอินมี 38 เปอร์เซ็นต์ และน้ำมันถั่วเหลืองมี 23 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรกินมากเกินไป

    
               

 อาหารที่พิเศษต่อสมองมาก ราคาไม่แพง และมีมากมายในบ้านเราได้แก่ “ปลา” ไม่ว่าจะปลาทะเลหรือปลาน้ำจืด เพราะเนื้อปลามีโปรตีนที่ย่อยง่าย มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์อเนกอนันต์ต่อหลอดเลือดหัวใจอันจะส่งผลให้สมองแข็งแรง ช่วยสกัดกั้นโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี 

หวังว่าทุกคนจะเลือกอาหารที่ดีมีประโยชน์มารับประทานกันนะครับแลช้วกลับมาพบกันใหม่กับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ผัก 10 ชนิด... ที่ไม่กินไม่ได้แล้ว


วันนี้ก็นำเรื่องเกี่ยวกับผัก 10 ชนิดมาฝากกัน มาดูกันครับว่า มีอะไรบ้าง ให้ประโยชน์อะไรบ้าง เชิญรับชมได้เลยครับผม


ผัก 10 ชนิด... ที่ไม่กินไม่ได้แล้ว
1. ผักกาดขาว : ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลตสูง ช่วยบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์
2. ต้นหอม : มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการหวัด และมีสารฟลาโลนอยด์ช่วยต้านมะเร็ง
3. หอมหัวใหญ่ : ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
4. คะน้า : มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง
5. ตำลึง : มีวิตามินเอสูง ซึ่งดีต่อดวงตา พร้อมเส้นใยจับไนเตรต ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
6. มะระ : มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ ถ้านำมาคั้นน้ำดื่มจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
7. บัวบก : มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
8. ชะอม : ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ
9. ถั่วพู : มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
10. ผักชี : ช่วยขับลม บำรุงธาตุ ย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง

Credit: kapook

เป็นอย่างไรบ้างครับกับผัก10ชนิด หวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้กันไปเต็มๆแล้วก็อย่าลืมทานผักกันนะครับผม แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2557

6 วิตามินและแร่ธาตุที่ดี ต่อสุขภาพช่องปาก

      เย็นนี้มาพบกับ  6 วิตามินและแร่ธาตุที่ดี ต่อสุขภาพช่องปาก เพราะ ปาก เปรียบเสมือนกับประตูทางเข้าของร่างกาย ในแต่ละวันเรานำทั้งอาหารและเครื่องดื่มมากมายเข้าสู่ร่างกายโดยไม่ขาด การบำรุงรักษาและดูแลช่องปากให้สะอาดและถูกหลักสุขอนามัยอยู่เสมอ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ร่างกายของเราแข็งแรง ซึ่งช่องปากก็เหมือนกับอวัยวะส่วนอื่น ๆ ที่จำเป็นต้องได้รับ แร่ธาตุและวิตามินต่าง ๆ เช่นกัน 

เรามาดูกันสิว่า มีวิตามิน แร่ธาตุอะไรบ้างที่สำคัญต่อช่องปากของเรากันบ้างรับชมกันเลยครับที่วิตามินตัวแรกคือ

วิตามินเอ

วิตามินเอก็มีประโยชน์ต่อช่องปาก เพราะมีส่วนช่วยให้เยื่อบุผิวในช่องปากสร้างเมือกและทำให้การไหลเวียนของน้ำลายดีขึ้น แถมยังช่วยให้เหงือกแข็งแรงและช่วยสมานแผลที่เกิดบริเวณเหงือกอีกด้วย

          ถ้าอยากบำรุงสุขภาพช่องปากไปพร้อม ๆ กับร่างกาย ก็ลองหาอาหารที่มีวิตามินเอ อย่างเช่น ปลา ไข่แดง เครื่องในสัตว์ จำพวกเช่นตับ พืชผักที่มีสีส้มและเหลืองอย่างเช่นแครอท มะม่วง และมันหวาน หรือจะเป็นผักใบเขียวเข้มอย่างผักคะน้า ผักโขม ที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนมารับประทานกันดู

วิตามินบี

           ลดการอักเสบของลิ้นและรักษาแผลเปื่อยที่ลิ้น ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก สามารถหาทานได้จากเนื้อสัตว์จำพวกสัตว์ปีกและวัว ส่วนในพืชก็จะเป็นพืชตระกูลถั่วและผักใบเขียว แต่สำหรับคนที่ทานมังสวิรัติจะได้รับวิตามิน B12 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ฉะนั้นอาจจะหาวิตามินมาทานเสริมเพื่อให้ได้รับวิตามินบีอย่างครบถ้วน

 วิตามินซี

          วิตามินซี เป็นวิตามินที่ดีสำหรับคนที่เป็นโรคเหงือก เพราะวิตามินซีจะช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเนื้อเยื่อเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการอักเสบที่บริเวณเหงือก ซึ่งการขาดวิตามินซีเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน และวิตามินซียังมีคุณสมบัติเป็นเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและทำให้แผลในช่องปากหายเร็วขึ้น วิตามินซีสามารถหาทานได้จากผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แคนตาลูป พวกและพวกผลไม้ตระกูลเบอร์รี ในผักก็สามารถหาได้จากผักใบเขียว มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ พริกไทย

วิตามินดี

          วิตามินดีเป็นวิตามินที่ร่างกายของเราได้รับง่ายที่สุด เพราะสังเคราะห์ได้จากแสงแดด ถ้าหากร่างกายได้รับแสงแดดไม่เพียงพอก็จะทำให้ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมเข้าในกระดูกและฟันได้ แต่ก็ควรจะเป็นแดดอ่อน ๆ ในตอนเช้าเท่านั้น เพราะแดดในช่วงเวลาอื่นจะทำให้ได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดมะเร็งผิวได้ได้ สำหรับอาหารจำพวกนมและพวกซีเรียลอาหารเช้า แคปซูลน้ำมันตับปลาก็เป็นแหล่งวิตามินดีชั้นเยี่ยมเช่นกัน

แคลเซียม

          ส่วนใหญ่แล้วร่างกายจะเก็บสะสมแคลเซียมเอาไว้ในกระดูก และแน่นอนว่าฟันก็เป็นส่วนหนึ่งที่สะสมแคลเซียมเอาไว้เช่นกัน โดยแคลเซียมช่วยในการควบคุมระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ถ้าหากเราได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอล่ะก็ ร่างกายจะดูดซึมเอาแคลเซียมจากกระดูกมาใช้แทน เป็นสาเหตุทำให้กระดูกเปราะบางลงและเกิดโรคกระดูกพรุน

          ซึ่งอาหารที่ช่วยเสริมแคลเซียม เช่น นม ปลาซาร์ดีน ปลาแซลมอน ผักใบเขียว กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี อัลมอนด์ น้ำส้มและนมถั่วเหลือง ถ้าไม่อยากให้ฟันอ่อนแอหรือหักง่ายล่ะก็ ควรเสริมแคลเซียมกันด้วยนะ

โคเอนไซม์ Q10

          โคเอนไซม์ Q10 ช่วยรักษาสุขภาพในช่องปาก ช่วยลดอาการปวดฟันและลดการเลือดออกในช่องปากที่มาจากโรคเหงือก อีกทั้งยังลดการอักเสบของเหงือกและทำให้ลมหยใจหอมสดชื่นอีกด้วย ซึ่งโคเอนไซม์ Q10 นอกจากจะมีในร่างกายแล้วยังพบได้จาก เนื้อหมู เนื้อวัว ตับไก่ น้ำมันคาโนลาและน้ำมันถั่วเหลือง หรือในผักชีฝรั่ง


ที่มา : kapook.com


         เป็นอย่างไรกันบ้าง รู้กันแล้วใช่ไหมว่าวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญต่อช่องปากมีอะไรบ้าง แน่นอนว่าสารอาหารเหล่านี้ไม่ได้จำเป็นต่อช่องปากเพียงอย่างเดียว แต่ยังจำเป็นต่อสุขภาพร่างกายส่วนอื่น ๆ ด้วยนะครับแล้วกลับมาพบกันใหม่กับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ