วันอังคารที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2566

Dead inside

Dead inside

"Dead inside" is a phrase often used to describe a state of emotional numbness or emptiness. It suggests that a person feels devoid of emotion, passion, or enthusiasm for life. They may feel disconnected from their emotions, have a sense of apathy or indifference, and lack the ability to experience joy, sadness, or any other strong emotions. It can also imply a feeling of being worn down, exhausted, or disillusioned with life. This expression is often used figuratively to convey a profound sense of emotional or spiritual emptiness.

Emotional Numbness: Feeling "dead inside" typically refers to a sense of emotional numbness, where one feels detached from their emotions. It can manifest as an inability to experience pleasure or a deep sense of emptiness.

Loss of Meaning: People who feel dead inside may also experience a loss of meaning or purpose in their lives. They may feel disconnected from their goals, relationships, or activities that once brought them joy.

Psychological Distress: This state of emotional emptiness can be a symptom of psychological distress, such as depression, anxiety, or trauma. It may be a coping mechanism to protect oneself from overwhelming emotions or a result of prolonged emotional exhaustion.

Alienation and Isolation: Feeling dead inside can lead to a sense of isolation and alienation from others. It can be challenging to connect with people on an emotional level or to feel understood when experiencing such emptiness.

Seeking Help: If you or someone you know is feeling dead inside and it's affecting their well-being, it's essential to seek support. Speaking with a mental health professional can provide guidance and strategies for coping with these emotions.

It's important to note that while the phrase "dead inside" is commonly used, it's not a clinical term. If you're struggling with intense emotional distress, it's recommended to consult a mental health professional for an accurate diagnosis and appropriate treatment.


Suggest

Seek Professional Help: Consider reaching out to a mental health professional, such as a therapist or counselor. They can provide guidance, support, and specific strategies to help you navigate and address the emotions you're experiencing.


Practice Self-Care: Engage in activities that promote self-care and overall well-being. This can include getting enough sleep, maintaining a healthy diet, exercising regularly, and engaging in hobbies or activities that bring you joy.


Connect with Others: Even if it feels difficult, try to maintain connections with supportive friends, family members, or support groups. Talking to others about what you're experiencing can help alleviate feelings of isolation and provide a sense of understanding.


Express Yourself: Explore creative outlets that allow you to express your emotions and thoughts. This can include writing in a journal, creating art, playing a musical instrument, or engaging in any form of self-expression that resonates with you.


Mindfulness and Meditation: Practice mindfulness and meditation to cultivate a greater awareness of the present moment. These techniques can help you reconnect with your emotions and find a sense of grounding and inner peace.


Set Small Goals: Break tasks into manageable steps and set small goals for yourself. Accomplishing even minor tasks can provide a sense of achievement and motivation, gradually helping you regain a sense of purpose and engagement.


Challenge Negative Thoughts: Pay attention to negative self-talk and try to challenge and reframe those thoughts. Cognitive-behavioral techniques can be helpful in identifying and replacing negative thought patterns with more positive and realistic ones.


Remember, everyone's journey is unique, and it's important to find what works best for you. Don't hesitate to seek professional help and support as you navigate these feelings.





วันอังคารที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2559

5 ผลไม้บำรุงเลือด ที่ดีต่อสุขภาพ

ทับทิม    
ทับทิมสามารถรักษาผู้ป่วยเบาหวานได้ ด้วยคุณสมบัติช่วยกักเก็บเซลล์เม็ดเลือดแดงโดยให้ผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 10 คน ดื่มน้ำทับทิมคั้นสดวันละ 1 แก้ว (6 ออนซ์) เป็นเวลา 3 เดือน ผลคือร่างกายมีระดับอินซูลินในกระแสเลือดลดลง ระบบไหลเวียนโลหิตเป็นปกติขึ้น อาการมึนงง อ่อนเพลีย และผมร่วงลดลง อีกทั้งผิวพรรณก็สดใสขึ้นกว่าเดิม 
แก้วมังกร 
อุดมด้วยโปรตีนจึงช่วยเติมร่องรอยผิวให้ดูเรียบตึง ผลการวิจัยพบว่าแก้วมังกรเนื้อแดงดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต และมีธาตุเหล็กอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการสร้างเซลล์เม็ดเลือด นอกจากนี้ไฟเบอร์ในผลแก้วมังกรยังช่วยฟื้นฟูความแข็งแรงบริเวณช่องคลอด บรรเทาอาการตกขาวที่ผิดปกติ (มีสีเหลืองปนหนอง ปนเลือดและมีกลิ่นเหม็น) 
สตรอว์เบอร์รี่ 
ด้วยคุณสมบัติของวิตามินซีที่อุดมอยู่ในผลสตรอว์เบอร์รี่ ช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดง เมล็ดเล็กๆ ที่อยู่ในเนื้อสตรอว์เบอร์รี่ช่วยลำเรียงออกซิเจนในกระบวนการขจัดเลือดเสีย  
กล้วย 
ด้วยคุณสมบัติของแร่ธาตุแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วยช่วยบำรุงผิวที่ขาวซีดให้กลับมาเปล่งปลั่งดูมีเลือดฝาด  เผยว่าการบริโภคกล้วยเป็นประจำทุกวันส่งผลต่อสุขภาพเลือดคือ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคลูคีเมีย (มะเร็งเม็ดเลือดขาว) 
แตงโม 
แตงโมเพียงครึ่งผลต่อวันดีต่อระบบไหลเวียนโลหิต เพราะกรดอะมิโนอาร์จีไนน์ (Arginine) ที่ร่างกายเปลี่ยนให้เป็นสารไนตริกออกไซด์ (Nitric oxide) ทำให้เลือดสมบูรณ์ขึ้นถึงร้อยละ 22  จึงช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว

Credit:smartsme

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2558

พฤติกรรมเหล่านี้แหละ ทำให้สาวออฟฟิศหุ่นพังได้

    สาวออฟฟิศ

              สาวออฟฟิศทั้งหลายเคยรู้สึกบ้างไหมว่า ตั้งแต่เริ่มชีวิตการทำงาน ร่างกายและสุขภาพก็เริ่มชักจะไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะทั้งน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น และอาการเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ที่เป็นอยู่เสมอ นั่นเป็นเพราะสิ่งที่คุณทำเป็นประจำอย่างไม่รู้ตัวนั่นแหละที่ส่งผลให้เป็นแบบนี้ ว่าแต่จะมีพฤติกรรมไหนที่ทำให้หุ่นของคุณพังไม่เหมือนเดิมบ้าง มาดูกันเลยดีกว่า

    สาวออฟฟิศ
     นั่งแช่ที่โต๊ะ

              สาว ๆ คนไหนที่เอาแต่นั่งแช่ที่โต๊ะทำงานตลอดตั้งแต่เช้าจรดเย็น บอกเลยนะคะว่าแบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะถ้าไม่ลุกออกไปยืดเส้นยืดสาย หรือสูดอากาศข้างนอกบ้างละก็ อาจทำให้คุณป่วยได้ง่าย ๆ อีกทั้งถ้ามัวแต่นั่งแช่อยู่ท่าเดิมนาน ๆ ละก็ ระวังโรค Office Syndrome ปวดหลังปวดไหล่จะถามหาเอาได้นะ

    สาวออฟฟิศ
     เสพติดเครื่องดื่มมากด้วยแคลอรี
              เรียกได้ว่าเครื่องดื่มมากแคลอรี อย่างพวกกาแฟเย็น โกโก้ หรือชานมทั้งหลาย เป็นของคู่กันกับสาวออฟฟิศอยู่แล้ว เพราะเช้าขึ้นมาก็ต้องถือเข้าห้องทำงานกันคนละแก้วสองแก้วทุกวัน เผลอ ๆ บ่ายและเย็นก็จัดมาอีกคนละแก้ว ซึ่งเครื่องดื่มพวกนี้แหละที่มีน้ำตาลซ่อนอยู่เพียบ ถ้าไม่ยอมลดละเลิกบ้าง บอกเลยหุ่นของคุณจะอ้วนเผละภายในเวลาอันรวดเร็วแน่นอน

    สาวออฟฟิศ
     มีขนมวางใกล้มือ

              นั่งทำงานทั้งวันก็ต้องมีหิวกันบ้าง จึงไม่แปลกที่สาว ๆ จะชอบซื้อขนมขบเคี้ยวมาไว้บนโต๊ะเผื่อเวลาหิว ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ตั้งแต่ทำงานมาทำไมน้ำหนักของคุณพุ่งพรวดขึ้นจนน่าตกใจ มันเป็นเพราะเจ้าขนมเหล่านี้แหละจ้า

    สาวออฟฟิศ
     นัดสังสรรค์หลังเลิกงานบ่อย

              รู้อยู่แล้วแหละ ว่าหลังเลิกงานก็ยังไม่อยากกลับบ้านเลยซะทีเดียว เพราะรถติด แถมยังอยากปาร์ตี้กับเพื่อน ๆ อยู่ ยิ่งเย็นวันศุกร์ยิ่งปาร์ตี้ยาวเลยใช่ไหมล่ะ นี่แหละเป็นต้นเหตุที่ทำให้สาว ๆ หุ่นพังเลยแหละ เพราะทั้งแอลกอฮอล์และอาหารต่าง ๆ ตอนสังสรรค์ มันทำให้อ้วนได้ง่าย ๆ ทั้งนั้น

    สาวออฟฟิศ
     ขี้เกียจออกกำลังกาย

              การออกกำลังกายไม่ใช่เพียงแค่ทำให้หุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้คุณสุขภาพดีห่างไกลโรคภัยไข้เจ็บอีกด้วย ทางที่ดีหลังเลิกงานแทนที่จะชวนเพื่อนไปกินบุฟเฟ่ต์ ก็หันมาชวนกันไปออกกำลังกายดีกว่า เลิกขี้เกียจได้แล้วนะครับ

            
      ถ้าไม่อยากเป็นสาวอ้วนประจำออฟฟิศละก็ เลี่ยง 5 พฤติกรรมที่ได้กล่าวไปในข้างต้นจะดีกว่านะครับ เพราะถ้าหุ่นพังมาก ๆ ละก็ ซ่อมยากกว่าเดิมไม่รู้ด้วยน้าแล้วกลับมาพบกันใหม่กับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

    Credit: kapook

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อาหารที่ยิ่งกินยิ่งหิว 10 เมนูที่สาว ๆ พึงระวัง


อาหารที่ยิ่งกินยิ่งหิว เตือนสาว ๆ ที่ชอบรับประทานอาหารเป็นชีวิตจิตใจ รู้ไหมว่าอาหารอะไรที่ยิ่งกินก็ยิ่งหิว และอาจทำให้สาว ๆ อ้วนได้ไม่รู้ตัว !

          การเลือกรับประทานอาหารให้เป็น ถือเป็นเรื่องสำคัญของคุณสาว ๆ ที่ต้องการมีหุ่นผอมเพรียวบาง แต่ทั้งนี้สาว ๆ อาจจะยังไม่รู้ตัวว่าอาหารที่รับประทานเข้าไปในแต่ละวันนั้นจะเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้สาว ๆ อ้วนได้ง่าย ๆ ก็เพราะว่าทุกวันนี้มีอาหารบางประเภทที่ทำให้สาว ๆ ยิ่งกินก็ยิ่งหิว ยิ่งหิวก็ยิ่งกินเยอะ และสุดท้ายความอ้วนก็จะมาเยือนแบบไม่รู้ตัว ดังนั้นสำหรับสาว ๆ ที่อยากมีหุ่นดี ๆ จึงควรศึกษาเอาไว้เลยนะคะว่ามีอาหารประเภทใดบ้างที่เราต้องพึงระวัง ซึ่งวันนี้กระปุกดอทคอมมีข้อมูลของ 10 อาหารที่ยิ่งกินยิ่งหิวมาฝากกันว่าแต่จะมีเมนูอะไรบ้างนะไปดูกันเลย


1. พิซซ่า

          พิซซ่า เป็นแหล่งรวมคาร์โบไฮเดรตชั้นดี เพราะทำมาจากแป้งสาลี น้ำมัน ชีส และที่สำคัญยังมีสารกันบูด ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและความสามารถในการผลิตฮอร์โมนควบคุมความอิ่มลดลง ซึ่งจะทำให้หิวเร็วขึ้นนั่นเอง


 2. ซีเรียล

          ซีเรียลเป็นอาหารที่มีแป้งสาลีและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก ถึงแม้จะเป็นมื้อเช้าที่ง่าย แต่การกินซีเรียลในมื้อเช้านั้นจะทำให้ระดับอินซูลินในร่างกายแปรปรวน ซึ่งจะส่งผลให้ระบบการเผาผลาญน้ำตาลมีประสิทธิภาพน้อยลง ทำให้ร่างกายเกิดความอ่อนล้าและหิวง่าย



 3. น้ำตาลเทียม

          น้ำตาลเทียม ถึงแม้จะช่วยลดการกินน้ำตาลได้ก็จริง แต่สาว ๆ รู้ไหมคะว่าเจ้าตัวนี้ไม่ได้ทำให้ความหิวน้อยลงเลย แถมยังทำให้เรากินเยอะขึ้นอีกด้วย ก็เพราะว่าสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลนี้จะไปกระตุ้นเซลล์สมองให้รู้สึกเหมือนกำลังกินน้ำตาลอยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดความแปรปรวนในระดับอินซูลินไม่ต่างจากกินน้ำตาลเลย และยังจะทำให้หิวง่ายอีกด้วย


อาหารที่ยิ่งกินยิ่งหิว

 4. ขนมปังขาว

          ขนมปังขาว ทำมาจากข้าวสาลี ที่ถูกสีและแปรรูปจนไฟเบอร์หลุดออกไปหมดแล้ว จึงทำให้แทบจะไม่มีกากใยอาหารเหลืออยู่ จึงไม่แปลกเลยที่จะยิ่งกินแล้วยิ่งหิว


 5. ซูชิ

          ซูชินั้นประกอบไปด้วยข้าวเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่ต่างอะไรจากการกินขนมปังเลย ซึ่งเวลากินเข้าไปจะถูกย่อยอย่างรวดเร็ว แล้วก็จะทำให้หิวเร็วขึ้นนั่นเอง



 6. ผงชูรส

การรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของผงชูรสเข้าไป จะเป็นการขัดขวางการทำงานของฮอร์โมนที่ขจัดความหิวและสร้างความรู้สึกอิ่มให้อ่อนประสิทธิภาพลง ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกหิวบ่อยขึ้นนั่นเอง


อาหารที่ยิ่งกินยิ่งหิว
 7. แอลกอฮอล์

          การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะทำให้คุณหิวมากขึ้น เพราะแอลกอฮอล์จะเข้าไปทำลายการทำงานของฮอร์โมนที่จะช่วยขจัดความหิวมากถึง 30% เลยทีเดียว


 8. อาหารฟาสต์ฟู้ด

          ฟาสต์ฟู้ด นับว่าเป็นอาหารที่ไม่มีไฟเบอร์ที่ทำให้รู้สึกอิ่มท้อง แถมยังทำให้เกิดการแปรปรวนของระดับอินซูลินในร่างกายอีกด้วย จึงไม่แปลกเลยที่จะทำให้คุณรู้สึกหิวเร็ว หลังจากที่กินอาหารฟาสต์ฟู้ดเข้าไปไม่นาน



 9. ขนมขบเคี้ยว

          ขนมขบเคี้ยวมักจะมีรสเค็ม ซึ่งความเค็มนี่แหละที่จะเข้าไปกระตุ้นการคายน้ำของร่างกายและทำให้เกิดความกระหาย ทำให้อยากดื่มหวาน ๆ และอยากกินอย่างอื่นเพิ่มอีก


 10. น้ำผลไม้

          สาว ๆ รู้ไหมครับว่าน้ำผลไม้ที่วางขายตามร้านค้าทั่วไปนั้นไม่มีกากใยอะไรเลย เมื่อดื่มเข้าไปนอกจากจะไม่อยู่ท้องแล้ว ยังทำให้หิวมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

          และนี่ก็คือ 10 เมนูอาหารที่ยิ่งกินก็ยิ่งหิว เมื่อสาว ๆ รู้แล้วเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยงเลยนะครับ เพราะอาหารพวกนี้แหละที่จะทำให้สาว ๆ หิวเร็วขึ้น แถมยังต้องอะไรกินต่ออีกเรื่อย ๆ สุดท้ายระวังจะอ้วนไม่รู้ตัวเอาได้นะครับผมแล้วกลับมาพบกันใหม่กับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

สูตรลดน้ำหนักภายใน 3 วัน

 สูตรลดน้ำหนัก 3 วัน ทำได้จริงไหม ? แล้วต้องทำอย่างไร ? อยากรู้มาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันเลยครับ
          สำหรับการเร่งลดน้ำหนักแบบฮาร์ดคอร์ภายในเวลาอันรวดเร็วนั้น จริง ๆ แล้วถือเป็นวิธีที่ค่อนข้างจะเสี่ยงและเป็นอันตรายต่อร่างกาย ซึ่งการลดน้ำหนักแบบเร่งด่วนนี้อาจจะทำให้มวลกล้ามเนื้อของเราหายไปแทนที่จะเป็นไขมันก็เป็นได้ และนอกจากนี้หากเลิกควบคุมน้ำหนักแล้วอาจจะเกิดผลโยโย่ตามมาได้อีกเช่นกัน ซึ่งโดยปกติแล้วการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีนั้นควรจะค่อย ๆ เป็นค่อย ๆ ไปจะดีที่สุด

          แต่ทั้งนี้สำหรับสาว ๆ ที่กำลังประสบปัญหากับน้ำหนักตัวที่กำลังเพิ่มขึ้น และอีกไม่กี่วันจะต้องออกงานด้วยชุดตัวโปรด แต่กลับต้องเซ็งเพราะมีต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง และสะโพกที่ใหญ่ขึ้น ก็อย่าเพิ่งกังวลไปค่ะ เพราะความจริงแล้วการคุมน้ำหนักให้ลดลงในเวลาอันรวดเร็วนั้นสามารถทำได้อยู่ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ถึงกับฮาร์ดคอร์จนเกินไป ซึ่งสูตรที่กระปุกดอทคอมเอามาแนะนำสาว ๆ ในวันนี้ จะเป็นสูตรสำหรับลดน้ำหนักเพื่อกระชับสัดส่วนต่าง ๆ ให้ดูดีขึ้นและปรับกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็กลง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักเพียงเล็กน้อยเพื่อเตรียมตัวก่อนออกงานปาร์ตี้หรืองานในโอกาสสำคัญต่าง ๆ โดยสามารถปฏิบัติตามได้ดังนี้

วันที่ 1
  • มื้อเช้า ขนมปังโฮลวีต 2 แผ่น ทาน้ำผึ้งเล็กน้อย กับ น้ำส้ม, ชา หรือกาแฟ (ไม่ใส่น้ำตาล)
  • มื้อกลางวัน ถั่วฝักยาวต้ม 1 ถ้วย, ปลาทูน่ากระป๋องในน้ำแร่ 1 กระป๋อง, สลัดผักน้ำใส, ขนมปังโฮลวีต 2 แผ่น ทานกับน้ำแครอท หรือชา-กาแฟ (ไม่ใส่น้ำตาล)
  • มื้อเย็น ข้าวกล้อง 1 ถ้วย ทานกับอกไก่ย่าง และสลัดผักน้ำใส


วันที่ 2
  • มื้อเช้า ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น ห้ามทาเนยหรือแยม, ไข่ต้ม 1 ฟอง กับ น้ำส้ม, ชา หรือกาแฟ (ไม่ใส่น้ำตาล)
  • มื้อกลางวัน ยำผลไม้รวม, โยเกิร์ต 1 ถ้วย, น้ำผลไม้สดไม่ใส่น้ำตาล 1 แก้ว
  • มื้อเย็น เนื้อปลากะพงนึ่ง 1 ชิ้น, มันฝรั่งต้ม 1 หัว และน้ำมะเขือเทศ



วันที่ 3

  • มื้อเช้า ซีเรียล 1 ถ้วย, โยเกิร์ตรสธรรมชาติ, กล้วยหอมครึ่งลูก กับ น้ำส้ม, ชา หรือกาแฟ (ไม่ใส่น้ำตาล)
  • มื้อกลางวัน แซนวิชอกไก่ขนมปังโฮลวีต สลัดผักน้ำใสใส่ไข่ต้ม 1 ฟอง กับชา หรือกาแฟ (ไม่ใส่น้ำตาล)
  • มื้อเย็น ข้าวกล้อง 1 ถ้วย ทานกับเนื้อหมูหรือวัวไม่ติดมันย่าง 1 ชิ้นเล็กกับน้ำจิ้มแจ่ว และน้ำผลไม้สดไม่ใส่น้ำตาล
          สำหรับสูตรลดน้ำหนักนี้จะช่วยทำให้น้ำหนักของคุณสามารถลดลงได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัมภายใน 3 วัน แต่ทั้งนี้ไม่ถึงกับเป็นสูตรลดน้ำหนักแบบฮาร์คคอร์และไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดเพียงเล็กน้อย และต้องการกระชับสัดส่วนให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม รับรองว่าทำได้ง่ายแถมไม่ต้องกังวลว่าจะเสี่ยงอันตรายอีกด้วยแล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อาหารอิ่มท้อง มิตรแท้ของคนไดเอต




























เห็นหลายคนช่วงนี้ทำการไดเอตกันอย่างจริงจัง ทั้งออกกำลังกายและควบคุมอาหาร วันนี้ก็เลยมีอาหารมาแนะนำที่ช่วยสำหรับคนไดเอตทั้งได้อิ่มท้องกันและรับไฟเบอร์สูงอีกด้วย มาเริ่มกันเลยดีกว่าว่ามีอะไรบ้างเอ่ย


 เมล็ดเจีย

  เมล็ดเจียเม็ดเล็ก ๆ มีทั้งสีขาวและดำที่ดูเผิน ๆ เหมือนไม่มีรสชาติอะไร แต่ถ้าลองนำไปประกอบอาหารก็จะช่วยเพิ่มรสชาติให้กับอาหารนั้น ๆ ได้ดีทีเดียว เช่น  ทำเมนูสมูธตี้ กินคู่กับโยเกิร์ต ทำสเปรดทาขนมปัง (Spread) หรือโรยในสลัดผัก เป็นต้น และถ้าหากพูดถึงประโยชน์ของเมล็ดเจียแล้วจะต้องตกใจกันแน่ เพราะเมล็ดเจียตัวจิ๋วเหล่านี้อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้าทรีมากกว่าในปลาแซลมอนถึงร้อยละ 30 มีไฟเบอร์สูงถึงร้อยละ 42 และยังมีสารต้านอนุมูลอิสระมากกว่าผลบลูเบอร์รีอีกด้วย เรียกได้ว่าเมล็ดเจียเป็นอาหารอันดับต้น ๆ ที่คนกำลังไดเอตควรนึกถึงเลยล่ะ

กระเจี๊ยบเขียว

หนึ่งในผักเครื่องเคียงจิ้มน้ำพริกอย่างกระเจี๊ยบเขียวนั้น ที่ถึงแม้ว่าจะมีไฟเบอร์เพียงร้อยละ 10  แต่คงคาดไม่ถึงกันแน่ ๆ ว่ากระเจี๊ยบเขียวก็ช่วยให้แผนไดเอตของเราสำเร็จผลได้ เพราะในกระเจี๊ยบเขียวมีแคลอรีต่ำเพียง 30 แคลอรี อีกทั้งยังอุดมด้วยวิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี โฟเลต แคลเซียม ธาตุเหล็ก และแมกนีเซียม เราจึงสามารถกินต้านหิวได้ตลอดทั้งวัน โดยนำไปทำเป็นเมนูกระเจี๊ยบนึ่งจิ้มน้ำพริก หรือเมนูผัดพริกแกงก็ได้

โอ๊ตมีล

โอ๊ตมีลก็เป็นหนึ่งในอาหารคลีนที่คนไดเอตหันมาให้ความสนใจ เพราะกินแล้วอิ่มท้องนานทำให้เราอยากกินจุบจิบน้อยลงด้วย โอ๊ตมีลปรุงสุก 1 ถ้วยตวงให้พลังงานต่ำเพียง 145 แคลอรี และอุดมด้วยไฟเบอร์ที่มากถึงร้อยละ 40  ที่น่าสนใจไปกว่านั้นคือ โอ๊ตมีลสามารถดัดแปลงเป็นเมนูอิ่มท้องอย่างง่าย ๆ ได้อย่างหลากหลาย เพียงแค่เพิ่มคุณค่าจากนม ผัก ผลไม้ หรือธัญพืช เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อสุขภาพด้วย เห็นได้จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร  American Journal of Lifestyle Medicine เผยว่า โอ๊ตมีลเป็นอาหารที่มีสารอาหารเบต้ากลูแคน ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด  และช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ รู้แบบนี้แล้ว ต้องหันมากินโอ๊ตมีลกันเยอะ ๆ

 ลูกแพร์

รู้กันหรือไม่ว่า ลูกแพร์เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์เพคตินอยู่ร้อยละ 24 ซึ่งเป็นปริมาณไฟเบอร์ที่มากกว่าผลแอปเปิลซะอีก ที่สำคัญคือ เปลือกของลูกแพร์นี่แหละที่อุดมด้วยประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยป้องกันโรคมะเร็ง และช่วยบำรุงหลอดเลือดของเราให้แข็งแรงอีกด้วย ซึ่งถ้าหากเราปอกเปลือกลูกแพร์ทิ้งไปก็เท่ากับว่าคุณค่าที่ควรจะได้จากผลลูกแพร์นั้นหายไปครึ่งหนึ่งแล้ว

ข้าวบาร์เล่ย์

ข้าวบาร์เล่ย์เป็นธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูงถึงร้อยละ 75 เลยทีเดียว อีกทั้งยังสามารถนำมาดัดแปลงเป็นเมนูต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น เพิ่มในสลัดผัก ทำเป็นเมนูซุป โจ๊ก ข้าวต้ม หรือแม้แต่เพิ่มในเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้ ซึ่งเมื่อเรากินข้าวบาร์เล่ย์เข้าไปแล้ว กากใยจะถูกย่อยให้แตกตัวเป็นกรดบิวไทลิก (Butyric acid) มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และยังบำรุงหัวใจอีกด้วย นับว่าข้าวบาร์เล่ย์ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยอิ่มไม่อ้วนที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

กะหล่ำดาว

 กะหล่ำดาวลูกเล็ก ๆ นั้นมีไฟเบอร์อยู่ร้อยละ 16  และมีแคลอรีต่ำอีกด้วย โดยกะหล่ำดาวปรุงสุก 1 ถ้วยตวง หรือประมาณ156 กรัม ให้พลังงานเพียง 56 แคลอรีเท่านั้นเอง ซึ่งนอกจากกินแล้วอิ่มท้องดี ไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังสามารถต้านมะเร็งได้อีกด้วย โดยจากข้อมูลของ American Cancer Society เผยว่า กะหล่ำดาวอุดมด้วยสารต้านมะเร็งที่เรียกว่า กลูโคซิโนเลท (Glucosinolate) ที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็งกระเพาะอาหารได้

ถั่วแดง

อีกหนึ่งตัวช่วยอิ่มท้องแบบไม่อ้วนที่น่าสนใจก็คือ ถั่วแดง ที่มีโปรตีนเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์ โดยถั่วแดงเพียง 1 ถ้วยตวงมีโปรตีนเทียบเท่ากับเนื้อสัตว์ 28 กรัม จึงสามารถกินทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้ เช่น ไก่ ปลาทูน่า ไก่ง่วง ที่สำคัญคือ ยังให้ความอิ่มท้องแบบแคลอรีต่ำด้วย นั่นคือ ถั่วแดงปรุงสุก 1 ถ้วยตวง ให้พลังงาน 225 แคลอรี และมีไฟเบอร์ประมาณร้อยละ 25 ของปริมาณที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน แต่สิ่งสำคัญที่สาวรักหุ่นควรระวังคือ หลีกเลี่ยงการปรุงถั่วแดงด้วยรสเค็ม หวาน หรือถั่วแดงบรรจุกระป๋องนะ เพราะอาจทำให้การไดเอตไม่เห็นผลเท่าที่ควร

ถั่วชิคพี (Chickpeas)

 สำหรับคนที่ต้องการไดเอตสามารถนำถั่วชิคพีไปปรุงอาหาร หรือนำไปต้มสุกเป็นของกินเล่นก็ได้ เพราะถั่วชิคพีปรุงสุก 1ถ้วยตวง ให้พลังงาน 269 แคลอรี และมีไฟเบอร์อยู่ร้อยละ 20 นอกจากนี้แล้ว ถั่วชิคพียังช่วยบำรุงหัวใจอีกด้วย จากผลการวิจัยเผยว่า การกินถั่วชิคพีมากกว่า 4 ครั้งต่อสัปดาห์ ช่วยลดความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจตีบได้ถึงร้อยละ 22 อย่างไรก็ตาม หากต้องการไดเอตให้ได้ผล ควรหลีกเลี่ยงการต้มถั่วชิคพีกับเกลือ น้ำตาล หรือถั่วชิคพีบรรจุกระป๋อง

ส้ม

 เป็นที่รู้กันดีว่า กินส้มแล้วไม่อ้วนแน่นอน แต่เชื่อหรือไม่ว่า ส่วนใหญ่เรากินส้มผิดวิธี ทำให้ได้รับประโยชน์จากส้มได้ไม่เต็มที่ เพราะส่วนของผลส้มที่ทำให้กินแล้วอิ่มก็คือ กากใยส้มนั่นเอง ซึ่งมีไฟเบอร์เพคตินอยู่สูงถึงร้อยละ 70 เลยทีเดียว หากเราดึงใยส้มออกแล้ว ไฟเบอร์ในผลส้มจะลดคุณค่าลงเหลือเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น ดังนั้น ใครที่กินผลส้มตอนไดเอตอยู่ต้องกินใยส้มด้วยนะ

 เจลาติน  

จากผลการวิจัยในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2005 ที่ถูกตีพิมพ์ในหัวข้อ Diabetes, Obesity and Metabolism เผยว่า อาหารประเภทเจลาตินนั้นมีผลต่อการควบคุมน้ำหนักตัว ช่วยป้องกันโรคเบาหวานประเภท 2 ลดระดับคอเลสเตอรอล และช่วยรักษาสมดุลความดันโลหิตได้ ซึ่งอาหารประเภทเจลาตินที่ว่านี้ก็คือ อาหารประเภทวุ้น เส้นบุก และสาหร่ายนั่นเองค่ะ เพราะอาหารเหล่านี้อุดมไปด้วยไฟเบอร์สูงถึงร้อยละ 80 และมีแคลอรีเป็นศูนย์ เนื่องจากไม่มีสารอาหารใด ๆ เลย มีแต่เส้นใยไฟเบอร์ล้วน ๆ เราจึงกินแล้วอิ่มอยู่ท้อง อย่างไรก็ตาม การกินเจลาตินเพื่อลดน้ำหนัก สาว ๆ ต้องระวังแคลอรีที่มากับสารปรุงแต่งรสชาติให้ดีด้วยนะคะ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของวุ้นหลากสี เครื่องดื่มเจลาติน เครื่องดื่มบุกผง หรือแม้แต่สาหร่ายปรุงรสชนิดต่าง ๆ หากเผลอกินมากไปละก็ อ้วนแน่นอน

อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าอาหาร 10 อย่างที่เรานำมาฝากนี้จะมีไฟเบอร์สูง เหมาะสำหรับช่วงไดเอตอย่างแท้จริงก็ตาม แต่เราก็ไม่ควรละเลยอาหารหมู่หลักนะ เพียงแต่ควบคุมให้อยู่ในปริมาณที่พอดีเท่านั้น นอกจากนี้แล้วยังต้องควบคู่ไปกับการออกกำลังกายด้วยแล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ประโยชน์จากเนื้อไก่ที่คุณอาจยังไม่รู้ !

ผมเห็นว่ามีหลายคนชอบกินเนื้อไก่เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งเนื้อไก่ให้สารอาหารต่างๆมากมายไม่แพ้กัน ก็มีการวิจัยเป็นจำนวนมากว่าเนื้อไก่เป็นอาหารอย่างหนึ่งที่พวกเราขาดไม่ได้ แต่ยังไงซะลองมาดูคุณประโยชน์ 10 อันดับดีกว่าว่ามีอะไรบ้าง ลองรับชมกันดูครับ


1.ต้านทางโรคซึมเศร้าได้

เนื้อไก่จะมีสารอย่างหนึ่งที่เรียกว่าทริปโตเฟน ที่เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์ ที่สามารถต้านทางอาการซึมเศร้าได้ ไม่แปลกที่หลายคนกินเนื้อไก่มากๆแล้วจะมีอารมณ์ที่แปรปรวนไปมาก เพราะว่ามีสารเซโรโทนินที่ช่วยในการนอนหลับได้

2.ลดน้ำหนักได้

เนื้อไก่ถือเป็นแหล่งรวมโปรตีนมากมายและช่วยให้เราลดน้ำหนักตัวเองได้ ฟังแล้วก็อาจจะดูแปลกๆอยู่บ้าง แต่จริงๆแล้วเนื้อไก่มีส่วนสำคัญในการช่วยลดน้ำหนักทางหน้าท้องด้วย

3.ป้องกันอาการเหนื่อยล้า

เนื้อไก่โดยเฉพาะตับไก่ถือเป็นแหล่งรวมวิตามินบี 12 ที่ช่วยบำรุงการทำงานเซลล์เม็ดเล็ดและช่วยให้เรามีความสดชื่นมากขึ้นกว่าเดิม

4.เสริมสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ

แน่นอนว่าเนื้อไก่เป็นแหล่งของโปรตีน ที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและก็ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอกไป ทั้งยังบำรุงผิว เส้นผม เล็บและกระดูกได้เป็นอย่างดี

5.เสริมสร้างภูมิต้านทานโรค

เนื้อไก่จะช่วยบำรุงร่างกายให้กับเราได้หลายอย่าง ซึ่งเนื้อไก่เองก็ถือเป็นแหล่งรวมเหล็ก ที่จะช่วยต้านทานภูมิคุ้มกันในร่างกายให้กับเราได้ ทั้งมะเร็งก็ดี หรือโรคร้ายต่างๆก็ดี

6.บำรุงสายตา

เนื้อไก่ถือเป็นแหล่งอาหารที่มีวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงเรื่องสายตาของเราให้ดียิ่งขึ้น แน่นอนว่าการกินเนื้อก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการบำรุงสายตาตัวเอง

7.บำรุงสุขภาพ

โดยเฉพาะตับไก่ที่จะมีสารอาหารวิตามินบี 12 ที่จะช่วยบำรุงสุขภาพได้ดี ทั้งยังเสริมสร้างและซ่อมแซมผิวพรรณของเราให้กับมาแข็งแรงขึ้นอีกครั้ง และยังต้านทานอาการเจ็บแสบปวดร้อนภายในปาก ลิ้นให้กับเราได้ เพราะว่ามันก็มีวิตามินบี 2 ที่ช่วยเรื่องนี้ได้อยู่เหมือนกัน

8.รักษาต่อมไทรอยด์

การกินเนื้อไก่จะช่วยบำรุงต่อมไทรอยด์กับเราได้เป็นอย่างดี ที่มีสารซีลีเนียมที่เป็นแหล่งรวมไอโอดีนที่จะช่วยบำรุงต่อมไทรอยด์ได้เป็นอย่างดี

9.ช่วยบำรุงลูกในครรภ์

โดยเฉพาะตับไก่ที่จะมีสารโฟเลตที่ช่วยบำรุงลูกในครรภ์ได้เป็นอย่างดี คนที่ตั้งครรภ์จะต้องบริโภคตับไก่ให้มากๆเพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตให้กับลูกตัวเอง และยังช่วยลดความเครียดระหว่างที่ตั้งครรภ์ได้ด้วย

10.ช่วยเสริมสร้างกระบวนการเรียนรู้

เนื้อไก่จะมีสารอาหารประเภทวิตามินบี 3 ไนอาซินจะช่วยเสริมสร้างระบบการเรียนรู้ให้กับเรา การกินเนื้อไก่จะช่วยบำรุงในเรื่องของดีเอ็นเอหรือยีนทางพันธุกรรมในร่างกายของเรา ทำให้เราสามารถตอบสนองการเรียนรู้ในแต่ละช่วงอายุได้ดียิ่งขึ้น

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ รู้อย่างนี้คนที่ชอบกินเนื้อไก่ก็คงชอบมากกว่าเดิมนะครับ แต่หากใครสนใจก็ลองหันมาทานเนื้อไก่กันมากขึ้นนะครับ แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2558

“เห็ด” พืชล้านปี มีดีที่คุณประโยชน์

วันนี้จะมาแนะนำเพื่อนๆหลายๆคนเกี่ยวกับเรื่องของเห็ดที่เรากินกันอยู่เป็นประจำมาชมกันเลยครับว่ามีอะไรกันบ้าง

“เห็ด” จัดว่าเป็นอาหารชั้นเลิศ เพราะมีสารอาหารที่สำคัญ แคลอรี่ต่ำ ดีต่อสุขภาพอย่างมาก มนุษย์รู้จักการนำเห็ดมารับประทานมากว่า 130 ล้านปีแล้ว อย่างในเมืองไทย เห็ดจัดว่าเป็นพืชเศรษฐกิจ นิยมนำมาปรุงอาหารในทุกท้องถิ่น เช่น แกงเห็ด 3 อย่าง เห็ดย่าง ยำเห็ดรวม เห็ดลุยสวน ฯลฯ ลองมาดูกันว่าเห็ดที่นิยมทานในบ้านเรามีสรรพคุณอย่างไรบ้าง
เห็ดฟาง โดดเด่นในเรื่องช่วยลดคอเลสเตอรอล อุดมด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก วิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินซี กรดอะมิโนต่างๆ มีซีลีเนียมช่วยต้านมะเร็ง โพแทสเซียมช่วยลดความดันโลหิต รวมทั้งช่วยบำรุงร่างกาย ช่วยย่อยอาหาร บำรุงตับ แก้ร้อนใน แก้ไขหวัด
เห็ดนางฟ้า เป็นเห็ดที่ปราศจากไขมัน น้ำตาลและเกลือต่ำ มีโปรตีน วิตามินซี วิตามินบีรวม ช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหาร เสริมภูมิคุ้มกันลดการติดเชื้อ ช่วยต้านมะเร็ง ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน
เห็ดนางรม ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็ง ลดน้ำตาลในเลือด ปรับความดันโลหิตและความเข้มข้นของไขมันในเลือด บำบัดอาการปวดตัว ลดการอักเสบ
เห็ดหอม มีสารสำคัญมากมาย อาทิ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี 1 บี 2 แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก ช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจตีบ ต่อต้านอนุมูลอิสระ บำรุงปอดและหลอดลม ลดคอเลสเตอรอล
เห็ดหูหนู ช่วยฟื้นฟูร่างกาย บำรุงกำลัง รักษาความดันโลหิตและหลอดเลือดแข็งตัว บรรเทาโรคริดสีดวงทวาร ช่วยให้ปอดชุ่มชื่น แก้ไอ และอาเจียนเป็นเลือด เ
ห็ดเข็มทอง อุดมด้วย คาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามิน และใยอาหาร มีสาร Flammulin ช่วยยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง รักษาโรคตับ โรคกระเพาะ โรคลำไส้อักเสบ
เห็ดขอน ช่วยแก้พิษไข้ บำรุงกำลัง ช่วยการทำงานของตับและระบบขับถ่าย
เห็ดโคน มากด้วย วิตามินบี 1 บี 2 และวิตามินซี ช่วยย่อยอาหาร รักษาโรคเบาหวาน ทำให้เจริญอาหาร แก้คลื่นไส้อาเจียน ละลายเสมหะ สามารถยับยั้งเชื้อไทฟอยด์ได้
เห็ดเผาะ อุดมด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเครต วิตามินซี ฟอสฟอรัส เหล็ก ไทอะมิน และไนอะซิน บำรุงร่างกาย สมานแผล หยุดการไหลของเลือด ลดอาการคันตามนิ้วมือนิ้วเท้า
เห็ดตับเต่า ช่วยดับพิษร้อน บำรุงหัวใจ บำรุงปอด รักษาอาการปวดข้อ ปวดกระดูกและเส้นเอ็น ป้องกันการชักกระตุก

เห็ดมีสรรพคุณมากมายก็อยากให้เพื่อนๆ ลองรับประทานเห็ดกันดูนะครับมีประโยชน์แถมอร่อยด้วย อิอิ แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ 
 B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

กินอย่างถูกต้องป้องกัน “อัลไซเมอร์”

     
             
   “อัลไซเมอร์” เป็นอาการสมองฝ่อที่เกิดจากปัญหาเนื้อสมองเกิดการหดตัวลง เซลล์สมองบางส่วนถูกทำลายไป ในสมัยก่อนคนไทยไม่ค่อยมีอาการนี้เมื่อเทียบกับฝรั่ง แต่ในปัจจุบันเริ่มมีมากขึ้น โดยเฉพาะผู้สูงอายุเกิน 65 ปีขึ้นไปมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้เป็นอย่างสูง ส่วนวิธีการลดความเสี่ยงของการเป็นอัลไซเมอร์นอกจากลดความเครียด นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เรื่องอาหารการกินก็เป็นตัวช่วยสำคัญด้วยเช่นกัน

                นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เปิดเผยข้อมูลว่าการกินอาหารบางชนิดช่วยลดความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้ถึงร้อยละ 40 นั่นคืออาหารที่ดีต่อภาวะหัวใจ เพราะภาวะหลอดเลือดดีย่อมส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองดีตามไปด้วย

                ดังนั้นจึงต้องรู้จักเลือกกินอาหารให้เป็น เช่น กินผัก-ผลไม้และถั่วให้มากขึ้น ร่างกายจะได้รับกรดโฟลิกซึ่งช่วยลดภาวะอักเสบในหลอดเลือด ลดความเสี่ยงปัญหาหลอดเลือดตีบที่จะมีผลต่อสมองโดยตรง รวมทั้งมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยป้องกันความเสื่อมของหลอดเลือดและเซลล์สมอง

                เนื้อแดง อย่าง เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ ที่มีไขมันอิ่มตัว และกรดไขมันโอเมก้า 6 ชนิดที่มีปัญหาซ่อนอยู่ สร้างปัญหามากกว่า หากจะกินเนื้อให้กินเนื้อไก่ที่เนื้อขาว (ไม่รวมหนัง)  เพราะในเนื้อขาวจะมีไขมันแทรกตัวอยู่น้อยกว่า แม้กระทั่งนมชนิดมีไขมันเต็ม ผลิตภัณฑ์จากนมอย่างเนยแข็ง ก็มีผลไม่ต่างจากเนื้อแดงเช่นกัน ดังนั้นจึงควรเลือกดื่มนมชนิดพร่องมันเนยหรือชนิดปลอดมันเนยแทน

                หรือการใช้น้ำมันในการปรุงอาหาร น้ำมันมะกอกจะมีกรดไขมันอิ่มตัวหนึ่งตำแหน่งหรือกรดโมโนอยู่มาก มีผลดีต่อหลอดเลือด แต่ราคาสูง อาจเลือกใช้น้ำมันที่มีกรดโอเลอิกแทน ซึ่งเรียงลำดับได้ดังนี้ น้ำมันถั่วมีกรดโอเลอิก 50 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันงามี 41 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันรำข้าว 40 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันปาล์มโอเลอินมี 38 เปอร์เซ็นต์ และน้ำมันถั่วเหลืองมี 23 เปอร์เซ็นต์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรกินมากเกินไป

    
               

 อาหารที่พิเศษต่อสมองมาก ราคาไม่แพง และมีมากมายในบ้านเราได้แก่ “ปลา” ไม่ว่าจะปลาทะเลหรือปลาน้ำจืด เพราะเนื้อปลามีโปรตีนที่ย่อยง่าย มีกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์อเนกอนันต์ต่อหลอดเลือดหัวใจอันจะส่งผลให้สมองแข็งแรง ช่วยสกัดกั้นโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี 

หวังว่าทุกคนจะเลือกอาหารที่ดีมีประโยชน์มารับประทานกันนะครับแลช้วกลับมาพบกันใหม่กับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

วิธีรักษา "สายตาสั้น' ด้วยวิธีธรรมชาติ

eyerelax

หากสายตา ของคุณสั้นมากจนต้องสวมแว่น เชื่อได้เลยว่า มันคงจะ ทำให้คุณรำคาญพอดู บุคลิกก็ดูยังกะคนแก่เรียน ยิ่งพอจะไปเล่นกีฬาอะไรๆ เพื่อลดเชพก็รู้สึกว่า เจ้าแว่นตัวดี มันเกะกะเหลือเกิน โลกนี้ไม่สดใสเสียเลย หลายคน พอหันลองไปใช้ คอนแทคเลนส์แทน ก็รู้สึกจั๊กจี้ตาพิลึก ต้องมานั่งล้างก่อนนอนทุกคืน เผลอๆ ตาอันบอบบางก็ต้องมาเสี่ยงต่อการติดเชื้ออีกด้วย 
ไม่นานมานี้ เราได้พบบทความหนึ่ง ในนิตยสาร ด้านสุขภาพของอเมริกา เกี่ยวกับวิธี ที่จะช่วยบำบัด อาการสายตาสั้น ของคุณให้ดีขึ้น ซึ่งหากคุณ ได้ลองนำไปปฏิบัติประมาณ 2-3 อาทิตย์ทุกวัน คุณจะรู้สึกว่าสายตาของคุณดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บางคน ต้องไปค้นแว่นเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้ตั้งนานกลับมาใช้อีก 
วิธีง่ายๆที่จะช่วยบำบัดอาการสาย ตาสั้น

สิ่งที่ต้องทำเป็นนิสัย  สวมแว่นสายตาเมื่อจำเป็นเท่านั้น พยายามอย่าสวมแว่นเท่าที่จะทำได้ เพราะมันจะช่วยทำให้กล้ามเนื้อตา และระบบประสาทรอบดวงตาของคุณ รู้สึกผ่อนคลาย 

วิธีอ่านหนังสืออย่างถูกต้อง เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณต้องอ่านหนังสือ ต้องถอดแว่นออกทุกครั้ง แล้วพยายามอ่านหนังสือโดยที่ พยายามให้ตาทั้งสองข้างอยู่ห่างจากหนังสือมากที่สุด แต่ต้องเป็นระยะที่สามารถอ่านตัวหนังสือได้อย่างชัดเจน หากทำจนเป็นนิสัยแล้ว คุณจะรู้สึกว่า คุณจะค่อยๆ สามารถอ่านหนังสือได้ห่างมากขึ้นไปเรื่อยๆ (สำหรับคนสายตาสั้นไม่เท่ากัน ระยะห่างที่ชัดเจนของตาแต่ละข้างนั้น ค่อนข้างจะแตกต่างกัน ดังนั้นเวลาอ่านหนังสือ ให้ใช้มือข้างใดก็ได้ปิดตาข้างหนึ่งไว้ แล้วค่อยๆ อ่านด้วยตาทีละข้างสลับกันไป แต่ถ้าสายตาทั้งสองข้างต่างกันแค่นิดเดียว อ่านพร้อมกันทั้งสองข้างเลยก็ไม่เป็นไร) 

กระพริบตาให้บ่อย การฝึกกระพริบตาให้บ่อย (ประมาณ 1 ครั้ง ต่อ 10 วินาที) จะช่วยทำให้กล้ามเนื้อตารู้สึกผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด 

วิธีบำบัดที่ ต้องทำเป็นประจำ (ต้องทำทุกวิธี)  
การบริหารกล้ามเนื้อดวงตา ให้ชำเลืองตาขึ้นไปข้างบน ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วชำเลืองตาลงข้างล่าง ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วชำเลืองตาไปทางซ้าย ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วชำเลืองตาไปทางขวา ค้างไว้ประมาณ 5 วินาที เสร็จแล้วพักตาสักพัก แล้วเริ่มทำใหม่ไปอีกเรื่อยๆ วันละ 10 นาที 

การบำบัดด้วยน้ำเย็น เมื่อ ล้างหน้าเสร็จ ก่อนจะอาบน้ำ ให้เตรียมน้ำเย็น (ไม่ใช่น้ำอุ่น) ใส่กาละมังเล็กๆ ไว้ ก้มหน้าลงไปเล็กน้อย ทำมือทั้งสองให้เป็นรูปถ้วย แล้วกวักน้ำให้เต็ม ให้มืออยู่ห่างจากดวงตาประมาณ 6 เซนติเมตร หลับตาลง แล้วค่อยๆ สาดน้ำมากระทบเปลือกตาเบาๆ น้ำเย็นจะช่วยให้กล้ามเนื้อรอบดวงตารู้สึกผ่อนคลายได้มากขึ้น (ให้ทำทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 10 นาที) 

การบำบัดด้วยการสร้างมโนภาพ ให้หาหนังสืออะไรก็ได้มา 1 เล่ม เปิดหน้าไหนก็ได้ที่มีตัวหนังสือ ถอดแว่นออก แล้วเลือกคำอะไรก็ได้ 1 คำจากหน้านั้น จำรูปร่าง ของคำนั้นไว้ให้ดี ยื่นหนังสือออกไปให้ไกล ในระยะที่คุณมองเห็นไม่ชัดและเบลอ แล้วหลับตาลง นึกภาพในใจให้รู้สึกว่าคุณเห็นคำนั้นได้อย่างชัดเจน การทำเช่นนี้ จะช่วยให้กล้ามเนื้อตาค่อยๆ ปรับโฟกัส ให้ดีขึ้นได้อย่างอัตโนมัติ (ให้ทำทุกวัน วันละประมาณ 10 นาที)  

การบำบัดด้วยอุ้งมือ ก่อนนอน ให้นั่งลงบนเก้าอี้ที่นั่งสบายๆ หลับตาลง แล้วใช้อุ้งมือซ้ายปิดตาซ้ายเบาๆ และใช้อุ้งมือขวาปิดตาขวาเบาๆ จะช่วยทำให้ไม่มี แสงเล็ดลอด เข้าสู่ตาได้ ความมืดมิดที่เห็น จะทำให้ดวงตารู้สึกสบายกว่าปกติ (ให้ทำทุกวันก่อนนอน วันละอย่างต่ำ 45 นาที) 

ไม่นานนัก คุณคงต้องโยน แว่นสายตาของคุณลงไปในถังขยะแล้ว (จากวารสารอเมริกัน) อิอิ แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพุธที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หลักการง่าย ๆ ในการรับประทานอาหาร ให้ถูกต้องและได้ประโยชน์


   เนื่องจากในปัจจุบันทางการแพทย์เรามีความเชื่อกันว่า อาหาร เปรียบเสมือนยาที่ช่วยบำรุงส่งเสริมสุขภาพของเรา ถ้าเรารับประทานอาหารอย่างถูกต้องสุขภาพของเราก็จะดี ในทางตรงกันข้ามถ้ารับประทานอาหารไม่ถูกต้อง สุขภาพก็จะพลอยแย่ไปด้วย

วันนี้เรามีหลักการง่าย ๆ ... ในการรับประทานอาหาร  ให้ถูกต้องและได้ประโยชน์ ดังนี้ ไปดูกันเลยครับ เริ่มต้นด้วย


 1. ไม่หิว อย่ากินครับ 

มีหลายคนรับประทานอาหารเพราะความอยาก การทำอย่างนี้จะทำให้เราได้สารอาหารเกินความจำเป็น ทำให้เกิดโรคอ้วน ตามมาด้วยภาวะอื่นๆ ดังนั้น ก่อนจะรับประทานอะไร เราต้องถามตัวเองเสมอว่า "เราหิวหรือไม่"


 2. เวลากิน กินอย่างมีสติ

ต้องเคี้ยวช้า ๆ เพื่อให้อาหารค่อยๆ ถูกย่อยโดยน้ำลายตั้งแต่อยู่ในปาก ทำให้เราได้สัมผัสสุนทรีย์แห่งรสชาติของอาหาร การเคี้ยวละเอียด ๆ ทำให้เรารู้สึกได้ถึงความอิ่มโดยที่เรายังรับประทานอาหารในปริมาณที่ไม่มากจนเกินไป ก็จะทำให้ไม่เกิดปัญหาของการได้รับสารอาหารเกินความจำเป็นอีกด้วย

 

3. ของหวาน ยิ่งกิน ยิ่งหิว (ใช่เลย)

พวกขนมหวาน พอเรารับประทานเข้าไปปุ๊บก็จะถูกดูดซึมปั๊บ ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดสูงขึ้นอย่างทันที ตับอ่อนของเราก็มีความจำเป็นที่จะต้องปล่อยอินซูลีน(Insulin) ออกมาจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด การที่อินซูลีนถูกปล่อยออกมาจำนวนมากอย่างรวดเร็วทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดลดลงต่ำ พอน้ำตาลในกระแสเลือดลดลงต่ำก็จะทำให้เรา "หิว" ดังนั้นเราจึงจะพบว่าคนที่ชอบรับประทานของหวานมักจะอ้วนเสมอ

 

4. อาหารใกล้ธรรมชาติที่สุด จะดีที่สุด

อาหารที่ผ่านกระบวนการทางอุตสาหกรรม นอกจากอาจจะมีสารเคมีอย่างอื่นตกค้างอยู่แล้ว ตัวอาหารนั้นเองยังอาจจะเป็นอันตรายแก่ร่างกายเราได้ เช่น การรับประทานวิตามิน A เกินขนาดอาจเป็นพิษต่อตับได้ ตรงกันข้ามหากเรารับประทานมะละกอสุกสัก 1 ผล เราจะได้เบต้าแคโรทีนจำนวนมาก แต่ ร่างกายจะสร้างวิตามิน A จากเบต้าแคโรทีน เพียงเท่าที่่ร่างกายเราต้องการเท่านั้นไม่มีทางที่จะเกินขนาดได้เลย

 

5. คนเป็นสิ่งมีชีวิตที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร

ถ้าเราเลือกรับประทานแต่ผัก ผลไม้ เป็นอาหาร โดยไม่รับประทานเนื้อสัตว์ เราอาจจะต้องรับประทานวิตามินหรือแร่ธาตุบางอย่างเป็นการเสริม แต่สำหรับคนที่รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ จะได้รับประโยชน์ทางอาหารมากกว่า


 6. ไข่แดง เป็นอาหารที่ดี

ไข่แดงมี เลซีติน(Lecithin) ซึ่งเป็นสารสำคัญต่อสมองคนเรา หลายคนบอกว่าหากไม่รับประทานไข่แดงติดต่อกันหลายวันจะมีความรู้สึกโง่ ๆ งง ๆ พอได้รับประทานไข่แดงอาการเหล่านั้นก็จะหมดไป คนที่สุขภาพแข็งแรงควรรับประทานไข่แดงอย่างน้อยวันละ 1 ฟอง

 

7. พริกทำให้อาหารไทยอร่อยทุกจาน

ในพริกจะมีสาร แคปไซซีน(Capsaicin) ซึ่งทำให้หลอดเลือดของเราขยายตัวขึ้น ทำให้เลือดลมเดินสะดวก เชื่อกันว่าหากรับประทานพริกจำนวนน้อยๆ ทุก ๆวัน จะช่วยทุเลาอาการปวดเข่า ปวดข้อ ลงได้ และอาจทำให้อาการเบาหวานดีขึ้นด้วย ในปัจจุบันเราพบว่าพริกนอกจากจะไม่กัดกระเพาะอาหารแล้ว มันยังช่วยกระตุ้นให้เกิดเยื่อเมือกบาง ๆ มาคอยเคลือบผิวเยื่อบุของกระเพาะอาหารอันเป็นการป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารอีกด้วย แต่ถ้าหากกำลังเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ถ้ารับประทานพริกเข้าไปจะทำให้ระคายแผล ทำให้เกิดอาการเจ็บปวดได้


 8. เหล้า เบียร์ ไวน์ มีประโยชน์

การดื่มแอลกอฮอล์ วันละ 1 หน่วย นอกจากจะไม่มีโทษแล้วยังมีประโยชน์อีกด้วย เพราะแอลกอฮอล์จำนวนน้อย ๆ จะทำให้หลอดเลือดมีการขยายตัวทั่วร่างกาย ทำให้การควบคุมความดันโลหิตได้ดีขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้เราหลับสบาย 

แอลกอฮอล์ 1 หน่วย มีจำนวนเท่ากับ ไวน์ประมาณ 100 ซีซี / เบียร์ประมาณ 200 ซีซี / วิสกี้ ประมาณ 30 ซีซี ต้องเน้นนะคะว่าวันละ 1 หน่วยเท่านั้น และถ้าจะให้ดีควรเป็นหลังรับประทานอาหารเย็น เราจะได้หลับสบาย หากดื่มแอลกอฮอล์มากกว่านี้จะไม่มีประโยชน์ นอกจากไม่มีประโยชน์แล้วยังทำให้เกิดโทษอีกมากมายตามมาอีกด้วย

Credit: smartsme


เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับหลักการง่ายๆในการรับประทานอาหาร ให้ถูกต้องและได้ประโยชน์หวังว่าทุกท่านจะได้ประโยชน์นะครับผม แล้วกลับมาพบกันใหม่ที่นี่  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันจันทร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

15 กฎทองของการกิน


1.คุมปริมาณอาหารที่กิน

โดยเฉพาะอาหารที่มีแคลอรีสูงจากไขมัน กินในปริมาณน้อยๆ อย่ากินจนอิ่มแปล้ เพราะนั่นหมายถึงคุณกำละงสะสมพลังงานส่วนเกินให้กับตัวเอง


2.เลือกกินอาหารให้หลากหลายชนิด

อาหารแต่ละชนิดมีสารอาหารต่างกันหรือถ้ามีสารอาหารเหมือนกันก็จะมีปริมาณต่างกัน ฉะนั้นการกินให้หลากหลายชนิดไม่เลือกที่รักมักที่ชัง จะทำให้เราได้รับสารอาหารหลากหลายชนิดอย่างทั่วถึง เหนืออื่นใดการเลือกกินอาหารให้หลากหลายชนิด ยังเป็นวิธีการลดสารพิษต่างๆที่ร่างกายได้รับ เช่นจากยาฆ่าแมลงที่ใช้ในการปลูกผักซึ่งอาจจะสะสมไว้มากในพืชผักบางชนิดด้วย


3.เน้นอาหารที่มีกากใยสูง

เช่น ผักผลไม้ ถั่ว และธัญพืชไม่ขัดสี ซึ่งจัดเป็นคาร์ดบไฮเดรตที่ดี มีสารอาหารสูงแต่พลังงานต่ำ เราควรกินใยอาหารให้ได้วันละ 20-35 กรัม จะช่วยให้อาหารคาร์โบไฮเดรตถูกดูดซึมช้าลง ร่างกายใช้อินซูลินน้อยลงอย่างมีประสิทธิภาพเป็นการรักษระดับน้ำตาลในเลือดให้ปกติ นิกจาดนี้ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น อาหารที่มีกากใยสูงมักจะมีวิตามินและแร่ธาตุสำคัญสูงรวมทั้งสารพฤกษเคมีซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมุลอิสระสูงช่วยต้านวัยต้านโรคเช่นกัน


4.กินผักผลไม้วันละ 8-9 ส่วน 

( ผัก = 2-21/2 ถ้วยตวง หรือ 4-5 อุ้งมือผู้หญิง และผลไม้ 11/2 - 2 ถ้วยตวงหรือ 3-4 อุ้งมือ ) พยายามเลือกกินผักหลายสีคละกัน สำหรับผลม้ เลอกผลไม้สดแทนน้ำผลไม้ ซึ่งไม่มีใยอาหารหรือมีน้อยมาก


5.เลือกธัญพืชไม่ขัดสีทุกครั้งที่มีโอกาส

โดยปกติครึ่งหนึ่งของข้าวแป้งที่ควรกินในชีวิตประจำวันควรเป็นธัญพืชไม่ขัดสี เช่นหากในหนึ่งวันคุณกินข้าวทั้งหมด 8 ทัพพี ครึ่งหนึ่งควรเป็นข้าวซ้อมมือ หรือขนมปังโฮลวีตหรือธัญพืชต่างๆ โดยแลกเปลี่ยนปริมาณดังนี้ ขนมปัง 1 แผ่น = ข้าวซ้อมมือสุก ข้าวโอ๊ต หรือข้าวโพดต้ม หรือเผือก หรือมัน หรือฟักทอง หรือลูกเดือย หรือเส้นต่างๆ 1/2 ถ้วยตวง ( 1 อุ้งมือผู้หญิง )


6.จำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตขัดสี

เช่น ข้าวขาว ขนมปังขาว เส้นต่างๆ และขนมของว่าง อาหารเหล่านี้มีใยอาหารน้อยมาก นอกจากนี้กำจัดอาหารที่มีน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม น้ำหวาน ซึ่งเป็นคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานว่างเปล่า แต่ขาดสารอาหารที่ดี วิตามิน แร่ธาตุ และกากใยอาหาร แต่กลับช่วยเพิ่มน้ำหนักเพิ่มโรคได้ดี อาหารที่มีน้ำตาลส่วนใหญ่มักจะมีไขมันสูงและพลังงานหรือแคลอรีสูง


7.เลือกกินไขมันดี

ซึ่งมีมากในปลาทะเล ถั่วปากแข็ง อะโวคาโดและน้ำมันพืช ขณะเดียวกันก็ควรลดไขมันไม่ดีหรืออาหารที่ไม่มีประโยชน์ มิฉะนั้นจะทำให้ได้พลังงานเกิน ใช้น้ำมันพืชที่มีไขมันอิ่มตัวน้อยที่สุด กินปลาทะเลสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง เพราะปลาทะเลเป็นแหล่งที่ดีของกรดโอเมก้า 3 ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ และสมองเสื่อม


8.เลี่ยงไขมันอิ่มตัว

ซึ่งมีมากในเนื้อสัตว์ติดมันโดยเฉพาะ วัว หมู ไก่ เวลากินอาหารพวกนี้ ควรเลือกเนื้อล้วนเลาะไขมันทิ้งให้หมด เลี่ยงอาหารที่มองแล้วมันเยิ้มซึ่งจะไปสะสมที่พุง


9.จำกัดหรือเลี่ยงไขมันทรานซ์

ซึ่งเป็นไขมันแปรรูปจากน้ำมันพืช มีมากในเนยเทียม หรือมาการีน เนยขาว เบเกอรีประเภทเค้ก คุกกี้ แครกเกอร์ กินได้แต่ต้องกินน้อยๆ หรือนานๆกินที


10.จำกัดอาหารคอเลสเตอรอลไม่เกิน 300 มิลลิกรัม/วัน

แต่ผู้ที่มีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่น ความดันสูง คอเลสเตอรอลสูง โรคหัวใจ เบาหวาน ควรลดปริมาณอาหารคอเลสเตอรอลไม่เกินวันละ 200 มิลลิกรัม 


11.จำกัดอาหารที่โซเดียมสูง

และเพิ่มอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง เช่น ส้ม กล้วย มันฝรั่ง ถั่ว เป็นต้น โซเดียมมีผลในการเพิ่มความดันโลหิตในคนส่วนใหญ่และมีผลต่อสุขภาพด้านอื่นๆ ควรบริโภคโซเดียมวันละไม่เกิน 2,300 มิลลิกรัม ( น้อยกว่าเกลือ 1 ช้อนชา ) และสำหรับผู้ที่อายุ 51 ปีขึ้นไป คนที่มีความดันโลหิตสูงเป็นทุนเดิม เบาหวานและโรคไตเรื้อรัง ควรจำกัดโซเดียมไม่เกิน 1,500 มิลลิกรัม (เกลือ 2/3 ช้อนชา) 


12.บริโภคแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอ

เพื่อสุขภาพของกระดูกและฟันและุขภาพด้านอื่นๆ สำหรับวิตามินดี อาจจะไม่ง่ายนักหากจะกินจากอาหารให้พอหรือจะรับจากแสงแดดก็อาจจะค่อนข้างเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนังและอาจจะได้ไม่สม่ำเสมอจากแสงแดด 



13.กินวิตามินอาหารแทนที่จะกินจากเม็ดยา

วิตามินกินแทนอาหารธรรมชาติที่ดีไม่ได้เพราะอาหารจะให้มากกว่าวิตามินและแร่ธาตุ อาหารจะให้วิตามินและแร่ธาตุ ใยอหาร สารต้านมะเร็ง แต่สำหรับคนส่วนใหญ่ วิตามินแร่ธาตุรวมจะช่วยเติมสารที่พร่องไปได้ วิตามินและแร่ธาตุที่ควรพิจารณาเสริมคือแคลเซียมและวิตามินดี ปรีกษาแพทย์ นักกำหนดอาหาร และเภสัชกรก่อนเสริม


14.ระวังเครื่องดื่มที่มีแคลอรี

ปัจจุบันในชีวิตประจำวัน คนเราได้รับพลังงานจากเครื่องดื่มมากวว่า 20% ของพลลังงานที่ควรได้ทั้งวัน เครื่องดื่มที่ให้พลังงานบางชนิดอาจจะเป็นเครื่องดื่มที่ดี เช่น นมพร่องมันเนย และนมขาดไขมัน และน้ำผลไม้ 100% ซึ่งต้องจำกัดปริมาณการดื่ม แต่เครื่องดื่มที่คนเารมักจะดื่มกันในชีวิตประจำวันคือ น้ำอัดลม น้ำหลานและเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ซึ่งให้พลังงานฟุ่มเฟือยแก่ร่างกายโดยไม่ให้สารอาหารที่จำเป็น ทำให้คนในยุคนี้มีปัญหาน้ำหนักตัวง่ายขึ้น


15.ถ้าดื่มแอลกอฮอลล์จงดื่มแต่พอควร

ก็คือวันละ 1 ดริ๊งสำหรับผู้หญิง และไม่เกิน 2 ดริ๊งสำหรับผู้ชาย แอลกอฮอลล์เพียงเล็กน้อยให้ประโยชน์ต่อสุขภาพ ถ้ามากไปจะนำไปสู่อาหารสุขภาพ

 

ไม่มีคำว่าสายเกินไปหากจะเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารหรือการออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่ดีตลอดไป

" เพราะสุขภาพที่ดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องกินให้เป็น "

credit:smartsme
แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันจันทร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เมื่อลดน้ำหนักได้ แต่ทำไมหุ่นไม่เป๊ะ

 
เคยสงสัยกันไหมครับว่าทำไมน้ำหนักเราก็ลงแล้วแต่ทำไมหุ่นเรายังไม่เฟิร์มเลยน้ำหนักก็ลดลงเยอะแล้ว ลองมาดูกันครับว่าทำไมกันหนอ ?
ในขณะที่คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับการ “ลดน้ำหนัก” เป็นเวลาพอสมควร พบว่าน้ำหนักก็ลดลงตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่เหมือนว่าทำไม ถึงไม่มีวี่แววที่จะผอมหุ่นดีเลยสักที เท่าที่พบก็เพียงแต่น้ำหนักที่ลดลงพร้อมกับขนาดตัวที่ลดลง แต่ทำไมรายละเอียดกล้ามเนื้อ หรือ โค้งเว้าของร่างกายก็ไม่ปรากฏเสียที
มีความจริงเรื่องหนึ่งที่สวนทางกับความเชื่อต่างๆที่เคยได้รับรู้มาโดยสิ้นเชิง จริงๆแล้ว การลดน้ำหนักนั้น ไม่เท่ากับ ผอมลง เสมอไป
ความเป็นจริงสามารถตอบด้วยเรื่องของ ปริมาณไขมันในร่างกาย ซึ่งการที่จะมีความคมชัดหรือรูปร่างที่ชัด หรือ Lean นั้นขึ้นอยู่กับตัวแปรที่เรียกว่า เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ซึ่งหมายถึงร้อยละของปริมาณไขมันที่มีในร่างกาย “ไม่ได้หมายถึงปริมาณว่ามากหรือน้อย” แต่เทียบเป็นร้อยละว่ามากหรือน้อย เช่น
A มีน้ำหนักตัว 100 กก. โดยที่มีไขมันในร่างกาย 20 กก. และส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่ไขมันอีก 80กก.  ซึ่งเมื่อคำนวนแล้ว A มีปริมาณไขมันเป็น 20% ของร่างกาย
B มีน้ำหนักตัว 100 กก. โดยที่มีไขมันในร่างกาย 10 กก. และส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่ไขมันอีก 90 กก.  และเมื่อคำนวนแล้ว B มีปริมาณไขมันในร่างกาย เพียง 10% ในร่างกาย
สรุปแล้ว A จะมีปริมาณไขมันเยอะกว่า B ถึง 10กก.  ดังนั้นแล้วแม้ว่าน้ำหนักจะเท่ากัน แต่อย่างไรแล้ว A ย่อมมีรูปร่างที่ดีกว่า B อย่างแน่นอ
จากภาพตัวอย่างนี้ทำให้เราเห็นภาพรวมของเรื่องร้อยละของปริมาณไขมันในร่างกายได้เป็นอย่างดี และต่อไปนี้คือเหตุผลว่าทำไมการที่เรา ลดน้ำหนักได้แล้วแต่ไม่มีวี่แววที่จะผอมลงสักที
 
ดังนั้นวิธีที่ถูกต้องคือ
1.การลดปริมาณไขมันโดยตรง โดยที่ไม่อิงน้ำหนักตัวมากจนเกินไป ทำได้โดยการวัดปริมาณในร่างกายด้วยวิธีง่ายๆ เช่น การใช้คาลิปเปอร์วัดความหนาของชั้นผิวหนังเป็นตัววัดผลว่า เราลดไขมันได้จริงหรือไม่เป็นต้น ถึงแม้น้ำหนักจะลดน้อยกว่า แต่ร่างกายดูดีขึ้นมากกว่าเพราะส่วนที่ลดไปคือไขมันล้วนๆนั่นเอง
2.เพิ่มกล้ามเนื้อ การเพิ่มกล้ามเนื้อเป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในการพัฒนารูปร่างและปรับปรุงรูปร่างให้ ผอมลงอย่างดูดี ไม่เหี่ยวย้วย อีกกรณีหนึ่งที่อาจพบได้ คือ การที่ A มีน้ำหนักตัว 100กก. มีไขมันที่ 20%  หรือ 20กก. โดย A ทำการเพิ่มกล้ามเนื้อในร่างกายอีก 5 กก. และลดไขมันอีก 10 กก. ทำให้น้ำหนักตัวของ A เป็น  85 กก. โดยที่มีไขมันในร่างกายเหลือเพียง 10 กก. เมื่อคิดเป็นร้อยละจะพบว่า  A นั้นมีไขมัน 11.7% และแน่นอน A นั้นดู “ผอมลง ลีนขึ้น” ต่างจากการลดแบบผิดวิธีคือการอดอาหารและเบิร์นอย่างเดียว ที่จะทำให้ %ไขมันเหลือเพียง 17.6%  และนี่คือเหตุผลว่าทำไม การลดน้ำหนัก จึงไม่เท่ากับผอมเสมอไป

Credit: planforfit

เป็นอย่างไรกันครับหวังว่าจะได้ประโยชน์ไปอย่างเต็มที่นะครับ ลดน้ำหนักต้องลดให้ถูกวิธีนะครับเพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์ทุกด้าน แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ


วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

6 วิธีสุขใจให้อายุยืน


1.หัวเราะ
 นักหทัยวิทยาในสหรัฐเผยว่า การหัวเราะ 100-200 ครั้ง เทียบได้กับการเดินเร็ว 10 นาที และเป็นวิธีธรรมชาติช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้น

 2.ชีวิตคู่ ต้องจัดการให้ลงตัว
 ผลการวิจัยของ Health Psychology Journal ในสหรัฐเผยว่า คู่ชายหญิงที่หย่าร้างกันมีอายุขัยสั้นกว่ากำหนด เพราะชีวิตตึงเครียดด้วยปัญหาที่ต้องคิด ในทางกลับกัน คู่ชายหญิงที่มีกิจกรรมบนเตียงบ่อยครั้งมีอายุยืนกว่า เพราะการมีเซ็กส์อย่างสม่ำเสมอช่วยคืนอายุให้ดูเด็กลงถึง 7 ปี  

3.ธรรมะ ธรรมโมเข้าไว้ 
ผลการวิจัยของ Internationnal Jounal for Psychiatry and Medicine เผยว่าความเครียด และอารมณขุ่นมัวคือ ต้นเหตุให้เจ็บป่วย และร่างกายสามารถขจัดมันออกไปได้ด้วยพลังของจิตใจที่สงบ ซึ่งเราสามารถฝึกจิตให้แข็งแรงได้ด้วยการเข้าโบสถ์ เข้าวัดฟังธรรม และการทำบุญ 

4.เข้าสมาคม 
การเข้าร่วมสมาคมกีฬา หรือการเข้าสมาคมในองค์กรช่วยเหลือต่างๆ นับเป็นสิ่งที่ดีต่อผู้สูงอายุ ผลการวิจัยของ Harvard University เผยว่า วิธีเหล่านี้จะทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกตังเองมีค่า และรู้สึกสนุกกับการใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายมากขึ้น 

 5.อยู่บ้าน ไม่ต้องพูดถึง งาน 
ผลการวิจัยของ Johns Hopkins University เผยว่า ผู้ที่ชอบเก็บงานไปทำที่บ้าน เสี่ยงเป็นโรคหัวใจได้ง่ายกว่า 20 เท่าของผู้ที่ไม่เก็บงานกลับไปทำที่บ้าน เนื่องจากเป็นการสะสมความเครียดให้ตัวเองโดยไม่รู้ตัว ภูมิคุ้มกันในร่างกายจึงลดต่ำลงเรื่อยๆ ผลที่ได้คือ แก่ก่อนวัยอันควร 

 6.เลี้ยงสัตว์ 
ผลการวิจัย University of Cambridge เผยว่า สัตว์เลี้ยงทำให้คนมองโลกในแง่ดี และมีสุขภาพจิตที่ดีด้วย ครอบครั้วที่เลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นสุนัข หรือแมวจะมีความเครียดน้อย กว่าครอบครัวที่ไม่เลี้ยงสัตว์อะไรเลย อีกทั้งยังมีอัตราการเจ็บป่วยจนต้องไปพบแพทย์น้อยครั้งกว่าด้วย 

 Credit:smartsme 

 แล้วกลับมาพบกับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

การเลือกอาหารตามช่วงอายุ เพื่อสุขภาพที่ดี

      

       ช่วงวัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 2 หรืออายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ควรเลือกกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ และถั่วต่างๆ รวมถึง ข้าวและแป้งเป็นอันดับหนึ่ง ตามด้วย ผัก ผลไม้เป็นอันดับสอง ส่วนนม และแคลเซียมต่างๆ เป็นอันดับสาม และให้ความสำคัญของไขมันเป็นอันดับสุดท้าย
     
       วัยขึ้นต้นเลข 3 ต้องระวังอาหารที่มีไขมันและคอเลสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น เนยแข็ง กะทิ เนยเทียม จะสร้างปัญหาให้หลอดเลือดและหัวใจ และควรเลือกกินอาหารที่ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอล อย่างเช่น ปลาทะเล ช่วยลดความดันโลหิต ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ลดความเสี่ยงจากโรคหัวใจ อาหารจำพวกข้าว ธัญพืชไม่ขัดสี อย่างข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีทที่มีใยอาหารสูง ซึ่งจะช่วยให้อิ่มท้องนานและมีผลดีต่อระบบลำไส้
     
      วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 4 สภาพร่างกายก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะผู้หญิง ผู้ชายก็จะเริ่มมีโรคต่างๆ ที่ไม่เคยออกอาการ ดังนั้นควรเลือกกินผัก ผลไม้ และอาหารที่มีกากใยสูง และสารต้านอนุมูลอิสระอย่าง วิตามินซี  น้ำมันพืช เนยถั่ว ถั่วลิสง อัลมอนด์ และควรเลือกกินโปรตีนที่มีไขมันต่ำ เช่น เต้าหู้ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
     
       วัยที่ขึ้นต้นด้วยเลข 5  ควรดื่มน้ำให้สม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 8-12 แก้ว เพื่อป้องกันการขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว ควรกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตให้น้อยลง และเลือกชนิดที่ไม่ขัดสี เน้นอาหารจำพวกปลาเพื่อไม่ให้ขาดโปรตีน วัยนี้จะพบปัญหากระดูกเปราะ ควรได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ เช่น นม โยเกิร์ต ปลาตัวเล็ก ผักใบเขียวก็มี เช่น คะน้า กวางตุ้ง และบร็อคโคลี่ จะช่วยลดปัญหาเรื่องกระดูกให้รุนแรงน้อยลง

Credit:smartsme

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับการเลือกอาหารให้เข้ากับอายุนะครับแล้วกลับมาพบกันใหม่กับ 

 B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

อาหารที่ช่วยตับขับสารพิษ

วันนี้มาพบกับเรื่องเกี่ยวกับตับ มีอะไรบ้างเราลองไปรับชมกันครับว่ามีอะไรบ้าง เริ่มเรามารู้จักกับ ตับ กันครับว่ามีหน้าที่ทำอะไร

         ตับ เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ขับสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยในกระบวนการย่อยอาหารและเปลี่ยนสารอาหารให้เป็นพลังงาน เมื่อตับแข็งแรงก็จะส่งผลต่อสุขภาพที่ดี เพราะตับช่วยลดการติดเชื้อ และขจัดของเสียออกจากร่างกาย การทานอาหารที่ดีเป็นประจำ จะช่วยแบ่งเบาภาระให้ตับได้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อาหารที่ช่วยตับในการล้างพิษ

- กระเทียม หัวหอม มะนาว ผักใบเขียว ดอกกะหล่ำ และกะหล่ำปลี เพราะจะทำให้สารพิษที่เจือปนมากับอาหารอื่นนั้นมีสภาพเป็นกลาง ช่วยเพิ่มผลิตน้ำดีที่ช่วยทำความสะอาดกระเพาะอาหารและลำไส้

- องุ่น ส้ม แคนตาลูป มะละกอ พรุน ลูกเกด ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยปกป้องตับจากอนุมูลอิสระทีมีปริมาณสูงขึ้นในกระบวนการขับสารพิษออกจากร่างกาย

- ธัญพืชที่ไม่ขัดสี ซึ่งมีวิตามินบีสูง

- ผักผลไม้ที่อุดมไปด้วย วิตามินซี

- พืชที่มีรสเปรี้ยวและผักใบเขียว ช่วยในการล้างพิษของตับ

- ไข่แดง ถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก เนื้อปลา ซึ่งมี เลซิติน ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับ

- เนื้อสับ ถั่วขาว เนื้อไก่ หอยนางรม มีธาตุสังกะสี ช่วยให้ตับทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

        อย่างไรก็ตามก็ไม่ควรทานอาหารที่มีไขมันสูง เพราะตับสามารถผลิตคอเลสเตอรอลได้เพียงพอต่อร่างกายอยู่แล้ว และควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อหลีกเลี่ยงโรคตับแข็งนะครับ แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ผัก 10 ชนิด... ที่ไม่กินไม่ได้แล้ว


วันนี้ก็นำเรื่องเกี่ยวกับผัก 10 ชนิดมาฝากกัน มาดูกันครับว่า มีอะไรบ้าง ให้ประโยชน์อะไรบ้าง เชิญรับชมได้เลยครับผม


ผัก 10 ชนิด... ที่ไม่กินไม่ได้แล้ว
1. ผักกาดขาว : ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลตสูง ช่วยบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์
2. ต้นหอม : มีน้ำมันหอมระเหย ช่วยบรรเทาอาการหวัด และมีสารฟลาโลนอยด์ช่วยต้านมะเร็ง
3. หอมหัวใหญ่ : ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
4. คะน้า : มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง
5. ตำลึง : มีวิตามินเอสูง ซึ่งดีต่อดวงตา พร้อมเส้นใยจับไนเตรต ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร
6. มะระ : มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ ถ้านำมาคั้นน้ำดื่มจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
7. บัวบก : มีวิตามินบีสูง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ
8. ชะอม : ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ
9. ถั่วพู : มีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว
10. ผักชี : ช่วยขับลม บำรุงธาตุ ย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง

Credit: kapook

เป็นอย่างไรบ้างครับกับผัก10ชนิด หวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้กันไปเต็มๆแล้วก็อย่าลืมทานผักกันนะครับผม แล้วกลับมาพบกันใหม่กับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพุธที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ชา กาแฟ เราควรดื่มตอนไหนดีนะ ?



วันนี้ผมก็กลับมาอีกครั้งกับเรื่องของชาและกาแฟ ด้วย ชา กาแฟ ด้วยคุณสมบัติต่างกัน วันนี้เราจึงนำความแตกต่างในการเลือกรับประทานมาฝากเพื่อนๆกันดูครับ ให้เพื่อนๆไปปรับใช้กันดูนะครับไปดูกันเลยว่ามีอะไรบ้าง


เมื่อคุณมีอาการหนาว สิ่งที่ควรดื่มคือ กาแฟ

หลังจากเพียงแค่ 10 นาทีที่ได้รับคาเฟอีนในกาแฟเข้าไปในร่างกาย คาเฟอีนจะทำให้มีการเต้นของหัวใจและความดันเลือดที่ดีขึ้น และสิ่งที่ผสมลงไปในกาแฟ เช่น พวกนม น้ำตาล ยังกลายเป็นพลังงานซึ่งทำให้ร่างกายอุ่นขึ้นอีกด้วย

หากต้องการลดน้ำหนัก สิ่งที่คุณควรดื่มคือ ชา

เป็นข่าวดีครับ เพราะคาเฟอีนนั้น ช่วยทำให้คุณมีความอยากอาหารน้อยลง แต่การที่คุณดื่มกาแฟ นั้นไม่ได้ช่วยลดน้ำหนักหรอกครับ เพราะมีทั้งนม ทั้งน้ำตาล การดื่มชา คือทางเลือกที่ดีที่สุดครับ เพราะนอกจากจะมีคาเฟอีนที่ทำให้ อยากอาหารน้อยลงแล้ว ในชา โดยเฉพาะชาเขียว มีสารที่ช่วยเผาผลาญไขมันได้อีกด้วยครับ


หากคุณอยู่ในช่วงเพิ่มกล้ามเนื้อ สิ่งที่คุณควรดื่มคือ กาแฟ

ตามที่บอกไปด้านบนครับว่าชา มีส่วนช่วยในการเผาผลาญไขมัน ดังนั้นทางเลือกที่ดีที่สุดควรเป็นกาแฟแล้วครับ และหากคุณดื่มกาแฟก่อนเข้าฟิตเนสประมาณ 1 ชม คาแฟอีนจะช่วยทำให้คุณออกกำลังกายได้นานขึ้น


หากคุณต้องการให้อารมณ์ดีขึ้น สิ่งที่คุณควรดื่มคือ ชา

หากต้องการความผ่อนคลายแล้วละก็เลือกดื่มชาจะดีที่สุดครับ เพราะกลิ่นของชาจะช่วยทำให้คุณใจเย็น และผ่อนคลาย ชาที่คุณเลือกดื่ม ก็เป็นเช่นพวก ชามะลิ หรือ ชาลาเวนเดอร์ หรือไม่ก็ชาเขียวเองก็ตาม ก่อนดืม ให้สูดกลิ่นที่ของชาร้อนๆก่อน แล้วค่อยๆจิบ แค่นี้ก็ช่วยสร้างรอยยิ้มในยามบ่ายได้ดีเลยละครับ


Credit: Sanook.com

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเรื่องราวของชาและกาแฟ เราสามารถเลือกกินให้เหมาะกับสิ่งที่เราจะทำนะครับ ในปริมาณที่พอดีนะครับผม แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2557

% ไขมันบอกอะไรเรา

วันนี้มาพบกับเรื่องเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย หรือ  Bodyfat percentage นั้นแปลตรงตัวก็คือ อัตราส่วนร้อยละของร่างกายที่เป็นส่วนของไขมัน เราทราบกันดีว่าในร่างกายคนเราประกอบด้วย กล้ามเนื้อ อวัยวะ กระดูก น้ำ และ ไขมัน ซึ่ง เปอร์เซ็นต์ไขมันนี้แสดงถึงค่าร้อยละของปริมาณไขมันในร่างกาย ตัวอย่าง คนๆหนึ่งมีน้ำหนัก 50กก. มีไขมันในร่างกาย 20% นั่นแปลว่า ใน 50กก.นี้มีไขมันเป็นปริมาณ ร้อยละ20 หรือ 10กก. เป็นส่วนอื่นๆที่ไม่ใช่ไขมัน (กล้ามเนื้อ กระดูก น้ำ อื่นๆ) อีก 40กก.เป็นต้น

การวัดปริมาณไขมันในร่างกายทำได้หลายวิธี เช่น การใช้เครื่องวัดค่าต้านทานไฟฟ้า การชั่งน้ำหนักใต้น้ำ และ วิธีที่ง่ายและให้ผลที่แม่นยำในระดับสูงที่เป็นที่นิยมมากได้แก่ การใช้ตัวหนีบชั้นผิวหนัง หรือ Skinfold calipers โดยการวัดปริมาณไขมันวิธีนี้นั้น วัดจากความหนาของชั้นผิวหนังในแต่ละจุดของร่างกายที่กำหนด และ เค้าสู่สูตรคำนวนจะได้ออกมาเป็นปริมาณไขมันในร่างกาย อย่างไรก็ดี ไม่มีวิธีไหนที่จะสามารถวัดได้อย่างแม่นยำ 100% ทั้งนี้ค่าที่คลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยจากการวัดด้วย คาลิปเปอร์นั้นก็เพียงพอแล้วในขั้นต้น

เปอร์เซ็นต์ไขมันบอกอะไรเราได้บ้าง???
ค่าของเปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายนั้นโดยตรงใช้เพื่อทราบค่าปริมาณไขมันในร่างกาย ว่า ณ.ตอนนั้นบุคคลนั้นๆมีค่าปริมาณไขมันมากเท่าไร เดิมทีเพื่อไว้ใช้วัดผลทางสุขภาพ Health/Fitness assessment แต่ต่อมา ข้อได้เปรียบของการทราบปริมาณไขมันในร่างกายนั้นสามารถกำหนดทิศทางการออกกำลังกาย และ แนวทางโภชนาการของผู้ฝึกได้เกือบทั้งหมดของโปรแกรมเลยทีเดียว

การนำค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันมาใช้ในการวางแผน และ จัดโปรแกรมการฝึก

1.ค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันนั้นเป็นค่าชี้วัดที่ดีในการประเมินองค์ประกอบร่างกายต่างกับดัชนีมวลกาย Body Mass Index หรือ BMI ที่คำนวนจากเฉพาะค่าน้ำหนัก และ ส่วนสูงซึ่งในความเป็นจริงผู้ที่มี BMI ปกติ นั้นอาจมีปริมาณไขมันในร่างกายมากกว่าผู้ที่ BMI เกินก็ได้ เช่น ชายคนแรก นน.80กก. มีไขมัน 20% สูง 1.8ม. ค่า BMI คือ 24.6 ในขณะที่คนที่สอง นน.100กก. มีไขมันในร่างกายเพียง 8% สูง 1.8ม.เท่ากัน ซึ่งค่า BMI คือ 30.8 แต่ในความเป็นจริงแล้วชายคนที่สองนั้นมีไขมันในร่างกายน้อยมาก และมีกล้ามเนื้อมาก ดังนั้นน้ำหนักของกล้ามเนื้อนั้นทำให้ชายคนนี้ดูเหมือนน้ำหนักเกินเกณฑ์ ในกรณีคนที่ผอมมากๆ น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานก็ยังมีความเสี่ยงที่จะมีปริมาณไขมันที่มากได้ หรือที่เราได้ยินในชื่อของ Skinny Fat หรือ ตัวเล็กแต่อ้วนไขมันเยอะ เนื่องจากในกรณีบุคคลนี้มีปริมาณกล้ามเนื้อในร่างกายน้อยมากทำให้นน.ตัวเบาและดูเหมือนต่ำกว่าเกณฑ์ แต่ในความเป็นจริงร่างกายอาจสะสมไขมันไว้ได้มากเช่นกัน

2.ค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันนั้นเป็นตัวกำหนดว่า ณ.ตอนนี้ผู้ฝึกควรเพิ่มน้ำหนัก หรือ ลดน้ำหนักจริงๆกันแน่ ผู้ฝึกที่ปริมาณไขมันเกิน 15% ณ.ตอนที่เริ่มโปรแกรมนั้น มีความสมควรในการที่จะพิจารณา “ลดไขมัน” ในขั้นต้นก่อนทำการเพิ่มกล้ามเนื้อ เนื่องจากหลักความเป็นจริงที่ว่า การสร้างกล้ามเนื้อนั้นต้องการปริมาณพลังงานที่มากกว่าที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นในกระบวนการเพิ่มกล้ามเนื้อนั้น ย่อมมีความเป็นไปได้มากที่ผู้ฝึกจะมีโอกาสเพิ่มปริมาณไขมันไปพร้อมๆกับการพยายามเพิ่มกล้ามเนื้อ หากผู้ฝึกเริ่มในจุดที่อยู่เกือบปลายทางของคำว่า อ้วนเกิน ทำให้มีโอกาสเสี่ยงในการที่จะสะสมไขมันมากเกินพอดีในขณะที่เพิ่มกล้ามเนื้อไปแล้ว โดยปริมาณไขมันที่เหมาะสมในการเพิ่มปริมาณกล้ามเนื้ออยุ่ที่ไม่เกิน 12-15% และเมื่อสิ้นสุดการเพิ่มน้ำหนัก ผู้ฝึกไม่ควรปล่อยให้ปริมาณไขมันเลย 12 – 15%เช่นกัน

3.ค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันนั้นเป็นตัวชี้วัดว่า โปรแกรมฝึก และ โปรแกรมอาหารที่เราใช้นั้น ถูก หรือ ผิดโดยอาศัยการวัดปริมาณไขมัน ทำให้เราทราบถึงการพัฒนาในโปรแกรมฝึกและโปรแกรมอาหารที่ใช้ กล่าวคือ เมื่อผู้ฝึก เริ่มฝึกโปรแกรมเพิ่มกล้ามเนื้อ โดยเริ่มจากนน.ตัว 80กก. ที่ไขมัน 10% ผ่านไประยะเวลา 8สัปดาห์ผู้ฝึกวัดผลอีกครั้งได้ นน.ตัวที่ 88กก. ที่ไขมัน 15% นั่นหมายความว่า ในระหว่างโปรแกรมฝึกนี้ผู้ฝึกเพิ่มน้ำหนักจากปริมาณไขมันมากกว่าปริมาณกล้ามเนื้อ ซึ่งขัดกับหลักการที่ควรจะเป็น ทำให้เราทราบได้ว่า ในโปรแกรมฝึก หรือ โปรแกรมอาหารของคนๆนี้นั้น “มีข้อผิดพลาด” เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยนโปรแกรมต่อไป ในกรณีลดน้ำหนักก็เช่นกัน หาผู้ฝึกที่ลดน้ำหนักนั้นพบว่า การที่น้ำหนักตัวลด แต่ปริมาณไขมันไม่ได้ลดลงมากเท่าที่ควร แปลว่า ร่างกายเริ่มสูญเสียกล้ามเนื้อ และ ส่วนอื่นๆ มากกว่าการพยายามลดไขมัน ทำให้ต้องพิจารณาโปรแกรมฝึก และ โภชนาการในขั้นตอนต่อๆไปเช่นกัน

4.ค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันนั้นเป็นตัวชี้เป้าหมายของรูปร่างที่เราต้องการการทราบปริมาณไขมันเป้าหมายโดยคร่าวๆของรูปร่างเป้าหมายที่ต้องการ เช่น นายแบบมี6แพคสวยงามนั้น จะปรากฏในปริมาณไขมันที่ ต่ำกว่า 10%ลงมา ตรงจุดนี้ทำให้เราทราบคร่าวๆว่า เราอยู่ห่างจากเป้าหมายประมาณไหน และ ควรต้องใช้เวลาเท่าไรในการบรรลุรูปร่างเป้าหมายที่เราตั้งไว้อย่างคร่าวๆ

5.ค่าเปอร์เซ็นต์ไขมันนั้นเป็นตัวที่ใช้กำหนดทิศทาง ในการวางแผนลดน้ำหนักในส่วนของการลดไขมัน การทราบปริมาณไขมันนั้นมีความจำเป็นมากๆในการกำหนด ระยะเวลา ความเข้มข้น รวมถึงแนวทางในการจัดโปรแกรมการฝึกและโภชนาการ กล่าวคือ เมื่อเราทราบปริมาณไขมันก่อนที่จะทำการลด เช่น ชายคนหนึ่ง นน.ตัว 80กก. ไขมัน 15% ต้องการลดไขมันในร่างกายลงเหลือ 10% นั้นสามารถบอกผู้ฝึกได้ว่า ผู้ฝึกต้องลดไขมันลง 5% จากน้ำหนักตัว 80กก. นั่นหมายถึงผู้ฝึกต้องลดน้ำหนักไขมัน 4กก. (ซึ่งความเป็นจริงอาจต้องลดน้ำหนักมากกว่านี้เพื่อลดไขมันลง อัตราส่วนคร่าวๆอยู่ที่ 1.3 -1.4 ดังนั้นผู้ฝึกต้องลดน้ำหนักประมาณ 4 x 1.4 = 5.6กก.นั่นเอง) ซึ่งผู้ฝึกต้องใช้เวลาเฉลี่ย 5.6-11.2สัปดาห์ในการลดไขมันโดยคำนวนจากอัตราการลดที่พอดี ที่ 0.5 – 1กก./สัปดาห์ นั่นเอง

6.ค่าของความหน้าชั้นผิวหนัง Skinfold นั้นสามารถบอกถึงการพัฒนาในแต่ละส่วนหลักๆของร่างกายได้
นอกจากผลลัพท์ของปริมาณไขมันแล้ว การวัดความหนาชั้นผิวหนังโดยลำพังนั้น สามารถบอกอะไรเราได้มากมายเช่นกัน เช่น การวัดในจุดต่างๆของร่างกายทำให้ทราบว่าบุคคลนั้นๆ มีแนวโน้มที่จะสะสมไขมันไว้ที่บริเวณไหนของร่างกาย ในกรณีที่ผู้ฝึกพบว่าภายหลังจากการเพิ่มนน.ไปสักระยะ พบว่าการวัดความหนาของชั้นผิวหนังบริเวณหลังนั้นเพิ่มขึ้นมากที่สุดเมื่อเทียบกับบริเวณอื่นๆของร่างกาย นั้นอาจเป็นข้อสันนิษฐานได้ว่า บุคคลนี้มีแนวโน้มในการเก็บไขมันที่หลัง อาจเนื่องมาจาก กล้ามเนื้อหลังด้อยพัฒนา หรือ โปรแกรมฝึกหลังนั้นไม่เข้มข้นพอ ก็เป็นได้ รวมทั้งการทดสอบวัดความหนาของชั้นผิวหนังของสองฝั่งร่างกาย เช่น แขนซ้าย และ แขนขวา ว่ามีการสะสมไขมันในปริมาณที่เท่ากันหรือไม่อย่างไรทำให้เราอาจทราบได้ถึงความไม่แข็งแรง หรือ ส่วนที่พัฒนาได้ช้ากว่าของร่างกายผู้ฝึก

credit:planforfit

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเรื่องราวเกี่ยวกับ % ไขมันบอกอะไรเรา หวังว่าจะประโยชน์กับทุกท่านนะครับ แล้วอย่าลืมติดตามกันนะครับ พบกันที่ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ