วันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2557

อาหารที่ทานได้และไม่ได้ สำหรับผู้ป่วยโรคเกาต์

         วันนี้มาพบกับเรื่องโรคเกาต์ โรคเกาต์เกิดจาก กรดยูริกที่เป็นตัวการทำให้ข้ออักเสบ ซึ่งกรดยูริกนี้เกิดมาจาก สารพิวรีน ที่มีอยู่ในร่างกายอยู่แล้ว และมาจากอาหารที่รับประทานเข้าไป ซึ่งการควบคุมกินก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยควบคุมกรดยูริกได้ มาดูกันว่าอาหารแบบไหนที่มี สารพิวรีน ห้ามกิน และอาหารแบบไหนที่ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถกินได้


ควรงดเว้น ตับ น้ำต้มเนื้อ น้ำสกัดจากเนื้อเข้มข้น ปลาไส้ตัน น้ำปลาและกะปิที่ทำจากปลาไส้ตัน ปลาซาร์ดีน ยีสต์ และอาหารที่ใช้ยีสต์หมัก เช่น เบียร์ หอยเชลล์ ปลาทู ปลารัง เนื้อไก่ เป็ด นก ไข่ปลา เพราะเป็นอาหารที่มีสารพิวรีนมาก

- กินได้ในปริมาณที่จำกัด คือ เนื้อวัว กระเพาะ ผ้าขี้ริ้ว เอ็น เนื้อหมู เนื้อปลา ปู กุ้ง หอย ถั่วแดง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วดำ หน่อไม้ฝรั่ง ผักขม เห็ด ดอกกะหล่ำ ชะอม กระถิน มีสารพิวรีนปานกลาง

กินได้โดยไม่แสดงอาการ คือ ข้าว ขนมจีน เส้นก๋วยเตี๋ยว วุ้นเส้น บะหมี่ ขนมปังปอนด์ ข้าวโพด แคร็กเกอร์สีขาว มักกะโรนี นม ผลิตผลจากนม ไข่ น้ำมัน น้ำมันพืช น้ำมันหมู กะทิ เนย ผักผลไม้ทุกชนิด เกาลัด เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ขนมหวานต่างๆ เค้ก คุกกี้ เครื่องดื่ม กาแฟ ชา โกโก้ ช็อกโกแลต ซึ่งมีสารพิวรีนน้อย หรือเกือบไม่มีเลย

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเกาต์ ควรดื่มน้ำวันละมากๆ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

ที่มา : smart sme

แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

โอย ! ปวดตับ

วันนี้มาพบกับเรื่อง ปวดตับ ในที่นี่ไม่ใช่การอุทานด้วยเซ็งเรื่องอะไรสุดขีด  แต่เป็นอาการปวดตับจริง ๆ ที่เราท่านไม่ควรมองข้าม  รศ.นพ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา  ภาควิชาอายุรศาสตร์  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล   ได้เขียนบทความเตือนภัยโรคตับไว้อย่างน่าสนใจว่า หากคุณมีอาการปวดจุกบริเวณใต้ชายโครงขวาหรือลิ้นปี่ อ่อนเพลียหมดแรงง่าย เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด เป็นสัญญาณเตือนว่าตับของคุณเริ่มมีปัญหา มีอะไรบ้างไปรับชมกันครับ


  สัญญาณอันตรายที่เตือนว่าตับเริ่มมีปัญหา 

  1. อาการปวดจุก หรือแน่นชายโครงขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของตับ อาจเพราะมีการอักเสบของเนื้อตับ หรือเกิดจากก้อนเนื้องอกภายในเนื้อตับ


  2. ดีซ่าน คือ ภาวะที่มีการคั่งของเม็ดสีน้ำดี ซึ่งสร้างมาจากตับ สะสมในเนื้อเยื่อต่างๆ ทำให้ผิวหนังและเยื่อตาขาวเปลี่ยน  มีสีเหลือง ซึ่งน้ำดีที่มากเกินในร่างกาย ส่วนหนึ่งจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม เป็นสัญญาณบ่งว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มถดถอย


  3. อ่อนเพลียเรื้อรัง หมดแรงง่าย อาจเกิดจากภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งควรได้รับการตรวจเลือดยืนยันและหาสาเหตุต่อไป โดยอาจเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ การดื่มสุราจนทำให้เกิดโรคตับเรื้อรัง โรคอ้วนจนมีไขมันคั่งในเนื้อตับปริมาณมาก และการรับประทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรบางชนิด ในผู้ป่วยบางรายอาจมีสารเหล่านี้ตกค้าง จนทำให้เกิดตับอักเสบ ผลิตพลังงาน และสารที่จำเป็นต่อร่างกายได้ลดลง



  4. เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซึ่งอาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า สมรรถภาพการทำงานของตับเริ่มเสื่อมลง ทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานสำรองจากที่ต่างๆ มาเผาพลาญ  น้ำหนักตัวจึงลดลง


     ดังนั้นหากสังเกตตัวเองว่ามีสัญญาณเตือนความผิดปกติดังกล่าว อาจบ่งว่าสุขภาพตับเริ่มจะไม่แข็งแรง  มีโรคภัยซ้อนเร้นอยู่ จึงควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพิ่มเติมว่า สมรรถภาพการทำงานของตับและสาเหตุของความผิดปกตินั้นเกิดจากอะไร   แต่สิ่งสำคัญที่สุดเพื่อให้ห่างไกลจากโรคที่ทำให้ “ปวดตับ” เราควรจะดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยรับประทานอาหารที่สะอาดและมีคุณค่าทางโภชนาการในปริมาณที่เหมาะสม ร่วมกับออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักและลดพุง  ไม่รับประทานสารอาหาร ยา หรือสมุนไพรใดๆ เสริมโดยไม่จำเป็น   เท่านี้คุณก็จะไม่ “ปวดตับ”

ที่มา : knowledgecare.org

แล้วกลับมาพบกันใหม่นะครับกับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

7 ประโยชน์ของการกินเผ็ด ที่คุณอาจยังไม่รู้

      อาหารไทยนั้น ส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติโดดเด่นไปทางเผ็ดซะเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งรสชาติเผ็ดนั้นให้ทั้งประโยชน์และโทษในการกิน หากเรากินอย่างผิดๆ เช่น กินเผ็ดจัดๆ ในขณะที่ท้องว่าง กินเผ็ดผิดเวลา จนอาจเป็นโรคกระเพาะ แต่ถ้าหากเรากินแบบเข้าใจก็จะมีประโยชน์ที่ดีต่อร่างกาย มาดูกันดีกว่าว่า ประโยชน์จากการกินเผ็ดมีอะไรบ้าง


1. พริกช่วยป้องกันโรคหัวใจ ด้วยพริกมีทั้งวิตามินเอ วิตามินซี ธาตุเหล็ก และแคลเซียม ที่มีมากในพริก

2. ช่วยขยายหลอดลม ช่วยขับเสมหะ และเปฺิดคอให้โล่งขึ้น  ดีสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้

3. ช่วยไล่เซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะเซลล์มะเร็งในต่อมลูกหมากในผู้ชาย มะเร็งผิวหนังและมะเร็งลำไส้ใหญ่อีกด้วย เพราะพริกนั้นช่วยล้างพิษให้กับร่างกาย

4. ช่วยลดไขมัน ป้องกันลิ่มเลือดจับตัว และช่วยคุมน้ำหนัก เพราะพริกช่วยเผาผลาญพลังงาน

5. ช่วยลดปวดด้วยกรด ที่เรียกว่า “แคปไซซิน” จากพริก และสาร “เคอคิวมิน” ในขมิ้นที่ช่วยดับไฟอักเสบได้  อีกทั้งยังช่วยลกการปวดอักเสบตามข้ออย่างรูมาตอยด์, ข้อเสื่อม และอาการปวดฟกช้ำ

6. ช่วยคลายเครียด เพราะสร้าง “เอ็นดอฟิน” ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวา

7. ช่วยเรียกน้ำย่อยและเจริญอาหาร ดีสำหรับคนเบื่ออาหาร ดังนั้นการได้รับประทานรสเผ็ดจะช่วยสะกิดต่อมรับรสให้รู้รสชาติได้ดีขึ้น ช่วยกระตุ้นดอกลิ้นได้

credit: smartsme

แล้วกลับมาพบกันกับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

สาวกคอกาแฟควรอ่าน!! ประโยชน์และโทษของกาแฟที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

                                    
       

   วันนี้เรามารู้เกี่ยวกับ ประโยชน์และโทษของกาแฟที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งเรามักเข้าใจว่า ดื่มกาแฟแล้วจะทำให้สมองสดใสขึ้น ไม่ง่วงนอน แต่ถ้าติดกาแฟและดื่มมากจะไม่ดี ความจริง กาแฟนอกจากมีสรรพคุณทำให้สมองสดใสขึ้นแล้ว ยังมีคุณประโยชน์อีกหลายอย่าง วันนี้จะมาบอกเล่าถึงคุณและโทษของกาแฟกัน

กาแฟมีคุณประโยชน์หลายอย่าง อาทิเช่น

- กาแฟมีคาเฟอิน ซึ่งสามารถกระตุ้นประสาทส่วนกลางและกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้ดื่มรู้สึกสมองสดชื่น ตื่นเต้น และช่วยแก้ความอ่อนเพลียของกล้ามเนื้อ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้สูงขึ้น


- กาแฟเป็นผลดีต่อผิวพรรณ เพราะว่ากาแฟสามารถทำให้เลือดไหลเวียนได้คล่อง ช่วยให้อวัยวะย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาท้องผูก และเวลาอาบน้ำ ผสมผงกาแฟลงไปด้วย จะมีบทบาทช่วยลดไขมัน


- กาแฟช่วยแก้เมา เพราะคาเฟอินจะไปเสริมสมรรถนะของตับและไต หลังดื่มเหล้าแล้ว จะช่วยละลายแอลกอฮอร์ให้เป็นน้ำและไคบอนไดออกไซต์ ขับออกจากร่างกาย


- ดื่มกาแฟวันละ 3 ถ้วย จะป้องกันนิ่วในถุงน้ำดีได้ เพราะว่าคาเฟอินสามารถกระตุ้นให้ถุงน้ำดีหดตัว ลดคอเลสเตอรอลในถุงน้ำดี ซึ่งเป็นสารที่จะทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดี ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด สหรัฐฯ ปรากฎว่า ผู้ชายที่ดื่มกาแฟ2-3 ถ้วยต่อวัน จะเป็นนิ่วในถุงน้ำดีต่ำกว่าผู้ไม่ดื่มกาแฟ 40%


- กาแฟมีผลป้องกันหัวใจ ทำให้เจริญอาหาร ขจัดไขมัน ขจัดความชื้นออกจากร่างกาย


- กาแฟสามารถขจัดกลิ่นปาก เมื่อรับประทานกระเทียมหรืออาหารที่มีกลิ่นแรง สามารถดื่มกาแฟสักถ้วยหนึ่งเพื่อช่วยขจัดกลิ่นปาก


- กาแฟช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งตับ


- เมื่อรับประทานอาหารประเภทเนื้อมากแล้ว ดื่มกาแฟจะทำให้กระเพาะอาหารมีน้ำย่อยออกมามากขึ้น ช่วยละลายไขมัน แต่สำหรับผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะอาหาร ไม่ดื่มกาแฟดีกว่า


- กาแฟดำมีผลช่วยลดความอ้วนได้ หลังอาหารเที่ยงครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง และก่อนเลิกงานดื่มกาแฟดำข้นที่ไม่ใส่น้ำตาล และเดินเล่นอีกสักพัก จะได้ช่วยเผาผลาญไขมัน จนลดความอ้วน


- กาแฟดำสามารถช่วยแก้อาการความดันโลหิตต่ำ

         แม้ว่ากาแฟมีคุณประโยชน์หลายประการ แต่ถ้าดื่มกาแฟมากเกินไป จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูงขึ้น ปวดหัว นอนไม่หลับ มีอาการเหล่านี้เป็นเวลานานจะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท จนทำให้เกิดผลแทรกซ้อน เช่นความจำเสื่อม ปฏิกิริยาช้าลง
และทางผู้เชี่ยวชาญได้สรุปโทษของกาแฟไว้ดังนี้


- ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ผลการวิจัยปรากฎว่า ดื่มกาแฟแก้วหนึ่งแล้ว ความดันโลหิตจะสูงขึ้นนานถึง 12 ชั่วโมง ดังนั้น กลุ่มคนที่เป็นความดันโลหิตสูง ไม่ควรดื่มกาแฟขณะรู้สึกเครียด หรือมีแรงกดดันมากจากการทำงาน

- กาแฟจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแร่ธาตุ คาเฟอินจะส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแร่ธาตุของลำไส้ เช่นแคลเซียม เหล็กและสังกะสี ดังนั้น เด็กไม่ควรดื่มกาแฟ

- กาแฟจะทำให้ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารเป็นแผลร้ายแรงขึ้น เนื่องจากกาแฟจะทำให้กระเพาะอาหารมีน้ำย่อยออกมามากขึ้น จนทำให้เป็นแผลมากขึ้น ดังนั้น ผู้ป่วยโรคกระเพาะอาหารที่เป็นแผลในกระเพาะไม่ควรดื่มกาแฟมาก โดยเฉพาะในช่วงท้องว่าง

- กาแฟจะทำให้กระดูกพรุน เนื่องจากคาเฟอินมีคุณประโยชน์ทำให้ขับปัสสาวะมากขึ้น ถ้าดื่มกาแฟเป็นเวลานาน จะทำให้สูญเสีแคลเซียมยไปกับปัสสาวะมาก จนกระดูกพรุน โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงหลังวัยทอง ไม่ควรดื่มกาแฟมากเกินควร

- หญิงตั้งครรภ์ถ้าดื่มกาแฟมาก จะทำให้ทารกที่อยู่ในครรภ์เติบโตไม่เป็นปกติ หรืออาจแท้งได้

- กาแฟจะทำลายวิตามิน B1 ซึ่งเป็นวิตามินที่รักษาความสมดุลและความมั่นคงของระบบประสาท ดังนั้น ผู้ที่ขาดวิตามิน B1 ไม่ควรดื่มกาแฟ


เป็นอย่างไรกันบ้างครับ ประโยชน์และโทษของกาแฟที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน ใครที่ชื่นชอบก็ควรบริโภคนะครับผม แล้วกลับมาพบกันกับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557

9 อาหารแคลอรี่ต่ำ ช่วยควบคุมน้ำหนัก

วันนี้มาพบกับ 9 อาหารแคลอรี่ต่ำ ช่วยควบคุมน้ำหนัก จากการที่กระแสลดน้ำหนักและการทานอาหารคลีนยังคงไม่หายไปไหน อีกอย่างนึงที่ต้องควบคู่กันไปนั่นคือ การเลือกทานอาหารที่ดูแคลอรี่ เพื่อให้เราสามารถเผาผลาญพลังงานเหล่านั้นออกไปได้ ไม่เกิดการสะสม และอาหารที่มีแคลอรี่ต่ำ ก็มีอยู่มิใช่น้อย ซึ่งบางอย่างไม่อร่อย แต่พูดถึงคุณประโยชน์ก็มากพอสมควรมาดูกันครับว่ามีอะไรกันบ้าง
health-003
1. ไข่
อาหารแคลอรี่ต่ำ อย่างไข่ มีแคลอรี่เพียง 70-80 แคลอรี่ต่อหนึ่งฟอง แน่นอนไข่เป็นอาหารที่ทำง่ายและมีอยู่เกือบทุกเมนู แต่เน้นการปรุงด้วยวิธีอบ ต้ม นึ่งดีกว่านะคะ ไม่เช่นนั้น อาหารแคลอรี่ต่ำ จะกลายเป็นอาหารเพิ่มความอ้วน เปลี่ยนจากไข่ดาว ไข่เจียวมาเป็นไข่ลวก ไข่ต้ม ไข่ตุ๋น สารพัดไข่ซึ่งมันให้คุณได้รับแคลอรี่ไม่เกิน 100 แคลอรี่แน่นอน
2. มันเทศ
มันเทศเป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ ที่เหมาะจะนำมาเป็นขนมขบเคี้ยวที่ดี เพราะมันเทศมีแคลอรี่เพียง 55 แคลอรี่ ทั้งยังไม่มีน้ำมันและไม่ทำให้คุณต้องกังวลเกี่ยวกับการจำกัดจำนวนแคลอรี่
3. ถั่วเหลือง
ถั่วเหลืองคั่วกรอบเป็นอะไรที่อร่อยมาก และข่าวดีก็คือถั่วเหลืองนับเป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ ที่มีแคลอรี่ต่ำกว่า 100 แคลอรี่ ถั่วเหลือง 3 ช้อนโต๊ะจะมีปริมาณเพียงแค่ 80 แคลอรี่เท่านั้น คุณจึงสามารถเพลิดเพลินกับมันได้อย่างน่าพอใจทีเดียว
4. แตงโม
อาหารแคลอรี่ต่ำ เช่น แตงโมช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่น มีกำลังอยากจะทำสิ่งต่อไป แตงโมเป็นผลไม้ที่เหมาะมากกับฤดูร้อน คุณไม่ต้องกังวลกับการหม่ำแตงโมให้สดชื่นทุกวัน เพราะแตงโมให้แคลอรี่เพียง 90 แคลอรี่เท่านั้น
123151997
5. บลูเบอร์รี่
หากอาหารที่คุณทานเข้าไปไม่ค่อยจะมีประโยชน์สักเท่าไหร่แถมแคลอรี่ยังมหาศาล ลองหันมาหาอาหารว่างที่กินแล้วสดชื่นและเป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ อย่างบลูเบอร์รี่ เพราะมันให้พลังงานแค่ 85 แคลอรี่ และยังอุดมสมบูรณ์ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน เกลือแร่ และบรรดาสิ่งดีๆที่ ร่างกายของคุณต้องการจริงๆ คุณสามารถทานบลูเบอร์รี่สดเป็นอาหารว่างยามบ่าย หรือนำมาผสมกับโยเกิร์ตและซีเรียลของคุณเป็นอาหารเช้าเพื่อสุขภาพของคุณเอง
6. ลูกพีช
อาหารแคลอรี่ต่ำ ได้แก่ พีชขนาดกลางหนึ่งลูกได้รับ 40 แคลอรี่ หมายความว่าคุณสามารถทานผลไม้ได้โดยไม่ทำลายขีดจำกัดของแคลอรี่ 100 แคลอรี่ คุณสามารถแบ่งครึ่งซึ่งมีประมาณ 20 แคลอรี่ใส่ไว้ในเครื่องปั่น แล้วเทโยเกิร์ต 6 ออนซ์ (อีก 80 แคลอรี่) และปั่นรวมกัน คุณก็จะได้ทาน อาหารแคลอรี่ต่ำ กว่า 100 เป็นของว่าง
7. Oyster Crackers
หากคุณชื่นชอบคุกกี้หรือแครกเกอร์ อาหารแคลอรี่ต่ำ อย่าง Oyster Crackers เป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ ที่จะทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับการทานกับเพื่อนได้ โดยที่ไม่ต้องกลัวว่าจะเกินขีดจำกัด เพราะว่าแคร๊กเกอร์ชนิดนี้มีเพียงแค่ 60 แคลอรี่เท่านั้น
8. ขนมเจลาติน
ขนมเจลาตินเป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ ที่น่าแปลกใจ เพราะมีแคลอรี่อยู่ในระดับ 10 ถึง 30 แคลอรี่ต่อถ้วยซึ่งก็ขึ้นอยู่กับรส แต่ขนมเจลาตินอาจจะดูเป็นของหวานเกินไป หรืออาจจะทำให้คุณรู้สึกไม่ดี อาจจะต้องมีน้ำแข็งเพื่อทำให้อร่อยยิ่งขึ้นก็ได้
158773961
9. หัวไชเท้า
หัวไชเท้าฟังดูไม่ค่อยน่าทานเท่าไหร่ แต่มันเป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ ที่ให้แคลอรี่เพียงแค่ 14 แคลอรี่เท่านั้น หัวไชเทาเป็นแหล่งอาหารที่ดีของวิตามิน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัสทองแดงและเหล็ก ซึ่งหมายความว่าคุณควรจะมีสารอาหารเหล่านี้ในร่างกายแม้ว่าคุณไม่ได้ใส่ใจที่จะทานก็ตาม
นอกจากแคลอรี่ต่ำแล้วยังมีประโยชน์มากมาย สามารถปรับเปลี่ยนเมนูอาหารเพื่อใส่พวกนี้เป็นส่วนประกอบ แต่อย่าลืมหาอย่างอื่นทานควบคู่ไปด้วย เช่น พวกคาร์โบไฮเดรต มันอาจไม่ได้เป็น อาหารแคลอรี่ต่ำ แต่คุณก็จำเป็นต้องรับประทานเพื่อทำให้สุขภาพคุณแข็งแรงด้วยการรับอาหารครบทุกหมู่

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 9 อาหารแคลอรี่ต่ำ ช่วยควบคุมน้ำหนัก แจ่มไปเลยใช่ไหม น่าเอาไปลองใช้กันนะครับแล้วกลับมาพบกันใหม่กับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2557

ผิวใสไร้สิวด้วย ‘โยเกิร์ตสตรอเบอร์รี่’

ผิวใสไร้สิวด้วย  ‘โยเกิร์ตสตรอเบอร์รี่’         

วันนี้มาพบกับ ผิวใสไร้สิวด้วย ‘โยเกิร์ตสตรอเบอร์รี่’ ทำอย่างไรบ้างนะไปพบกันเลย ใครที่ชอบกลิ่นหวานอมเปรี้ยวของสตรอเบอร์รี่ คงถูกใจกับ "สูตรรักษาสิว" วันนี้ เพราะเรามีสูตรมาร์คหน้าด้วยผลสตอรเบอร์รี่มาฝาก “วัยรุ่นที่เป็นสิว”เหมาะกับ "ผิวระคายเคือง แพ้ง่าย" เมื่อมาส์กแล้วผิวหน้าจะ "ขาวใส" แถมมาอีกด้วยนอกจากนี้ยัง "รู้สึกผ่อนคลาย" แบบไม่ต้องพึ่งทิชชูมาส์กหน้าเลยจ้า

วิธีการง่ายๆ ดังนี้

1. นำผลสตรอเบอร์รี่มาล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นๆ  จากนั้นนำไปคลุกเคล้ากับโยเกิร์ตสูตรธรรมชาติ

2. นำมาทาให้ทั่วใบหน้า เว้นดวงตา และปาก ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที

3. ล้างออกด้วยน้ำสะอาด หรือ ล้างด้วยโฟมล้างหน้าที่ใช้ประจำ

Credit : กระปุกดอทคอม

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ  ผิวใสไร้สิวด้วย ‘โยเกิร์ตสตรอเบอร์รี่’ สาวๆน่าจะชอบกันนะครับแล้วกลับมาพบกันใหม่กับ 
  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

ประโยชน์จาก "กากกาแฟ" ที่คุณนึกไม่ถึง

ประโยชน์จาก "กากกาแฟ" ที่คุณนึกไม่ถึง

วันนี้มาพบกับประโยชน์จาก "กากกาแฟ" ที่คุณนึกไม่ถึงนอกจากกลิ่นกาแฟหอมกรุ่นยามเช้าเป็นอะไรที่วิเศษสุดๆ แต่รู้มั้ยว่า กากกาแฟตากแห้งยังทำประโยชน์ได้สารพัดชนิดที่คุณนึกไม่ถึง มารับชมกันครับว่ามีอะไรกันบ้าง

ดูดซับกลิ่น
ไม่ต้องเสียเงินซื้อสเปรย์ปรับอากาศ แค่วางชามใส่กากกาแฟในที่ที่คุณต้องการ ทั้งในครัว ตู้เย็น หรือห้องน้ำกากกาแฟจะช่วยดูดซับกลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ รวมถึงรองเท้าที่มีกลิ่นอับก็ใช้ได้เหมือนกัน

มือฮ้อม-หอม
หลังเสร็จสิ้นจากการทำครัว นำกากกาแฟมาถูมือเบาๆ จะช่วยขจัดกลิ่นต่างๆ ได้

ขจัดคราบไขมัน
ไม่ว่าจะเป็นหม้อ กระทะ จานชาม นำกากกาแฟมาช่วยล้างทำความสะอาดและขจัดคราบไขมันได้อย่างดี แต่ต้องระวังสีอ่อนๆ ของกาแฟที่จะติดค้างด้วยล่ะ

ขับไล่แมลง
โดยเฉพาะมดและทากด้วยการโรยกากกาแฟในทุกที่ที่คุณต้องการ

ปิดรอยขีดข่วน
แก้ไขรอยขีดข่วนบนเฟอร์นิเจอร์หนังแบบฉุกเฉิน โดยถูกากกาแฟเบาๆ บนรอยนั้น สีของกาแฟจะช่วยกลบให้รอยข่วนจางลง

ให้ปุ๋ยชั้นดี
โดยการผสมกากกาแฟตากแห้งกับดินที่จะใช้ปลูกต้นไม้จะทำให้ดินร่วนซุย หรือผสมกับน้ำให้เจือจางแล้วรดต้นไม้จะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดและต้นไม้เติบโตได้ดี โดยเฉพาะดอกกุหลาบและไฮเดรนเยีย

ป้องกันสัตว์เลี้ยงจากสวนดอกไม้
ด้วยการโรยกากกาแฟที่ผสมกับเปลือกส้มหั่นละเอียดในบริเวณสวนดอกไม้ สัตว์เลี้ยงของคุณคงไม่ชอบกลิ่นกาแฟเหมือนคุณแน่ๆ

ย้อมสี
ถ้าคุณอยากได้ผ้าสีกาแฟหรือกระดาษสีซีเปียสำหรับทำงานฝีมือ ใช้กากกาแฟละลายน้ำปรับให้สีเข้มหรืออ่อนได้ตามต้องการ
ที่มา : Lisaguru.com

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ ประโยชน์จาก "กากกาแฟ" ที่คุณนึกไม่ถึง หลายข้อนี่ผมก็เพิ่งรู้เหมือนกันนะครับเนี่ย แล้วกับมาพบกันใหม่กับ  
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ