วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2557

B-Healthy กับเรื่องของผู้หญิง ที่คุณอาจยังไม่เคยรู้

วันนี้มาพบกับเรื่องของผู้หญิงที่ใครหลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ ลองรับชมข้อมูลกันดูครับว่า มีเรื่องอะไรบ้างที่เราไม่รู้เกี่ยวกับผู้หญิง ^_^

1. ผู้หญิงจมูกไว สามารถรับรู้กลิ่นได้ดีมาก

          ผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ จะมีความสามารถในการรับรู้กลิ่นได้ดีกว่าเพศชาย และผู้หญิงในวัยอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมีผลมาจากฮอร์โมนที่เกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงในร่างกาย จึงทำให้ผู้หญิงในช่วงวัยเจริญพันธุ์จับกลิ่นและแยกแยะกลิ่นต่าง ๆ ได้ดี โดยเฉพาะกลิ่นของคนที่คุ้นเคย หนุ่ม ๆ ทั้งหลายต้องระวังกันแล้วล่ะ

 

2. ผู้หญิงดื่มไม่เก่งเท่าผู้ชาย

      ร่างกายของผู้หญิงไม่มีเอนไซม์สำหรับย่อยแอลกอฮอล์เหมือนที่ร่างกายผู้ชายมี อีกทั้งยังร่างกายของผู้หญิง ยังมีความสามารถในการระบายแอลกอฮอล์ได้ต่ำด้วย ดังนั้นหากคุณท้าดื่มกับพวกผู้ชาย ในปริมาณแอลกอฮอล์เท่า ๆ กัน ก็คงต้องแพ้ราบคาบอย่างแน่นอน เพราะระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดของคุณผู้หญิงจะพุ่งสูงกว่า

 

3. ผู้หญิงจะรู้สึกถึงความเจ็บปวดได้มากกว่าผู้ชาย
          
          การศึกษาจากมหาวิทยาลัยสแตนด์ฟอร์ดเผยว่า หากผู้หญิงและผู้ชายเจ็บป่วยด้วยโรคเดียวกัน ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าเพศชาย เนื่องมาจากระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิง ที่มีส่วนกระตุ้นความเจ็บปวดระดับขีดสุดให้เพศหญิง ยิ่งระดับเอสโตรเจนในร่างกายพุ่งสูง ความเจ็บปวดก็จะรุนแรงขึ้น

 

4. ต่อมน้ำตาผู้หญิงใหญ่กว่าผู้ชาย
          
          จากผลสำรวจจะเห็นได้ว่า ผู้หญิงร้องไห้คิดเป็นอัตราส่วน 5.3 ครั้งต่อเดือน แต่ผู้ชายกลับร้องเพียงแค่ 1.4 ครั้งต่อเดือนเท่านั้น ซึ่งเป็นความถี่ที่ต่างกันมากเลยทีเดียว แต่นอกจากเหตุผลด้านสถานภาพทางสังคมที่ทุกคนคุ้นเคย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็ยังเผยว่า ต่อมน้ำตาของผู้หญิงมีความแตกต่างจากต่อมน้ำตาของผู้ชาย อีกทั้งฮอร์โมนโปรแลคติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนสำคัญในการสร้างน้ำนม ก็ยังเป็นหน่วยเสริมคอยสร้างน้ำตาให้ผู้หญิงอีกด้วย เพศหญิงในช่วงวัยเจริญพันธุ์ ตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป จึงมีแนวโน้มจะหลั่งน้ำตาได้มากกว่าเพศชายถึง 50-60%

 

5. ผู้หญิงใช้สมองทั้ง 2 ซีก ในการฟัง
          
          นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอินเดียนาใช้เครื่อง MRI ตรวจสอบการทำงานของสมองในขณะที่ผู้ชายและผู้หญิงได้ฟังการบรรยายและพบว่า ผู้ชายส่วนใหญ่จะตอบสนองด้วยการใช้สมองซีกซ้าย ซึ่งเป็นซีกที่เกี่ยวข้องกับการฟังและการพูด ในขณะที่ผู้หญิงตอบสนองต่อข้อความที่ได้ยินด้วยสองซีกขวา ซึ่งเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์และการแสดงออกด้วย ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจหากผู้หญิงจะสามารถโต้ตอบกับฝ่ายตรงข้ามได้มีสีสันมากกว่าผู้ชาย

 

 6. เมื่อถ่ายรูปคู่กัน ผู้หญิงดูอ่อนวัยกว่าผู้ชาย 
          
          เมื่อผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน คอลลาเจนที่อยู่ในผิวเราก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าผู้ชาย ส่งผลให้ผู้หญิงในช่วงวัยหมดประจำเดือน อาจดูสูงอายุกว่าหนุ่มๆ วัยสี่สิบปลาย ๆ ได้

          แต่เวลาที่ถ่ายรูปคู่กัน กลับเป็นฝ่ายผู้หญิง ที่จะดูอ่อนวัยกว่าผู้ชาย ซะอย่างนั้น ซึ่งก็อธิบายได้ ว่า ผิวของผู้ชายมีความหนากว่า และมักจะเกิดริ้วรอยบนใบหน้า รวมทั้งร่องรอยอาการบาดเจ็บจากการโกนหนวดบนใบหน้าด้วย ดังนั้นเมื่อถ่ายรูปคู่กัน ผู้หญิงจึงดูมีผิวที่เรียบเนียนอ่อนวัยมากกว่าผู้ชาย


ที่มา : www.goosiam.com

ว๊าว เป็นไงครับ ทึ่งกันไปเลยละซี๊ เพราะแบบนี้นี่เอง ทั้งเรื่องการฟังและความรู้สึก หลายๆอย่างเหนื่อกว่าเราซึ่งเป็นผู้ชายแต่ว่าในหลายๆอย่างรู้ซึ่งกันและกัน เป็นสิ่งที่ดีครับ แล้วพบกันใหม่กับ B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันศุกร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2557

เมื่อเมนูที่มีประโยชน์ บางครั้งก็มีผลเสียเช่นกัน



วันนี้มาพบกับเรื่องที่ว่า อาหารในแต่ละมื้อที่เรากินมีประโยชน์แต่หากเรากินผิดวิธีมันก็อาจเป็นผลเสียต่อตัวเราเองได้เช่นกันดังนั้นเรามารับข้อมูลว่าเราควรทำอย่างไรกันดีกับอาหารที่เรากิน


นอกจากเมนูอาหารขยะ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ว่าอันตรายต่อสุขภาพแล้ว น้อยคนนักที่จะรู้ว่าอาหารที่เหมือนจะดีต่อสุขภาพบางชนิด ยังส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างคาดไม่ถึง ว่าแล้วเราก็มาดูกันดีกว่าครับว่ามีเมนูอาหารอะไรบ้างที่ที่ทำร้ายสุขภาพของคุณโดยไม่รู้ตัว

น้ำผลไม้
งงล่ะสิว่าน้ำผลไม้ที่ว่าดีนักหนา มีอันตรายต่อสุขภาพได้อย่างไง นั่นเพราะมันไม่ใช่น้ำผลไม้ที่คุณคั้นเองกับมือนั่นสิ น้ำผลไม้ที่เราซื้อกินตามร้านหรือแม้แต่ที่มาในบรรจุภัณฑ์สวยหรู บางทีเขาก็ไม่ได้ใช้ผลไม้สดมาให้คุณดื่มเสมอไป แถมยังมีส่วนผสมของน้ำตาลเยอะซะด้วย เผลอจะเยอะยิ่งกว่าลูกกวาดเสียอีก ฉะนั้นถ้าคิดจะดื่มน้ำผลไม้ แนะนำว่าคั้นน้ำผลไม้ดื่มเองสบายใจที่สุดครับ

นมถั่วเหลือง
นมถั่วเหลืองนั้นเต็มไปด้วยโปรตีนและโพแทสเซียมตามที่เรียนมาไม่ผิดแน่นอน แต่สิ่งที่ตามมาก็ไม่ต่างจากการซื้อน้ำผลไม้เลยครับ เพราะสิ่งที่คุณได้รับนั้น ไม่ใช่แค่นมถั่วเหลืองเท่านั้น แต่มันมาพร้อมปริมาณน้ำตาลมากเลยทีเดียว ยิ่งกับคนที่ชอบรสหวานๆด้วยละก่อน ไม่ต้องสืบเลยครับว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ขนมปังขาว

อันนี้บอกไปหลายครั้งหลายคราเลยครับ ว่าขนมปังขาวนั้นมีปริมาณน้ำตาลมากจนน่ากลัว แถมยังมีส่วนผสมของแป้งที่ให้พลังงานสูง ดังนั้นเพื่อสุขภาพที่ดี เปลี่ยนใจมาทานขนมปังโฮลเกรนหรือโฮลวีทที่มีไฟเบอร์มากกว่าจะดูดีกว่าเยอะเลยครับ

น้ำอัดลมไดเอต

บริษัทขายน้ำอัดลมมากมายพยายามโปรโมทนักหนาว่าน้ำอัดลมไดเอตไม่ทำให้อ้วน ทำให้คนที่ต้องการจะลดน้ำหนัก แต่อยากดื่มน้ำอัดลมให้ชื่นใจ หันมาดื่มของพวกนี้แทนกันเป็นแถว และสิ่งที่คุณยังไม่รู้นั่นคือ น้ำอัดลมพวกนี้ดื่มแล้วไม่อ้วนก็จริง แต่สารให้ความหวานแทนน้ำตาลของมันก็สามารถทำลายกระดูกของคุณได้ด้วยเหมือนกันนะ

เนยถั่วลดไขมัน
เนยถั่วอาจไม่ใช่ของชอบของคนส่วนใหญ่ แต่สำหรับหลายๆ คนแล้ว เรียกว่าเป้นยอดอาหารเลยทีเดียว โดยไม่รู้ว่าเนยรสอร่อยสำหรับคนโปรดปรานเนยถั่วเหล่านี้ ทำให้คุณอ้าวเอาง่ายๆ เพราะต่อให้เขาบอกว่าไร้ไขมัน แต่ไขมันที่หายไปก็หมายถึงเกลือหรือน้ำตาลปริมาณมากที่เพิ่มเข้ามาแทน

เครื่องดื่มชูกำลัง
ใครรู้ตัวว่าเป็นคนที่ชอบดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเรียกความกระปรี้กระเปร่าก่อนทำงาน เลิกตอนนี้ยังไม่สายนะครับ เพราะเครื่องดื่มพวกนี้เต็มไปด้วยน้ำตาลอัดแน่นจนน่ากลัวเลยทีเดียว ถึงจะทำให้คุณตื่นตัวในชั่วพริบตา แต่หลายจากร่างกายใช้พลังงานน้ำตาลที่อัดเอาไปหมดแล้ว สิ่งที่ตามมาคือความอ่อนเพลียอย่างที่สุด หรือถ้าใช้น้ำตาลไม่หมด รับรองว่าไม่ต้องหลับต้องนอนกันเลยครับ

ซุปข้น
อย่ามัวแต่ระวังเรื่องน้ำตาลจนลืมที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณเกลือมากเกินไปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะซุปข้นที่ขายกันทั่วไปตามร้านอาหารซึ่งเต็มไปด้วยเกลือจำนวนมาก รวมทั้งสารกันบูดและเนยด้วย ซึ่งพอเอามารวมกันแล้ว นับว่าเป็นอาหารที่ก่อผลเสียกับร่างกายได้อย่างน่ากลัวเชียวล่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับเนื้อหา หวังว่าทุกคนคงจะได้ความรู้เกี่ยวกับเมนูที่มีประโยชน์ บางครั้งก็มีผลเสียเช่นกัน แล้วพบกันใหม่นะครับกับ  B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพฤหัสบดีที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2557

ต้องระวัง! หากดูทีวี เล่นมือถือ ในที่มืดทำให้เสี่ยงเกิดโรคต้อหินในตา

ดูทีวี เล่นมือถือ ในที่มืด เสี่ยงเกิดต้อหิน


วันนี้มาพบกับข้อมูลเกี่ยวข้องกับสายตาเราบ้างนะครับผมเชื่อว่าหลายๆคนก็มีพฤติกรรมแบบนี้ คือเล่นมือถือ ไอแพด หรืออุปกรอื่นๆใน เวลาก่อนนอนตอนกลางคืนและปิดไฟ ซึ่งอาจเป็นที่มาของโรคไม่รู้ตัว เพื่อนรองรับข้อมูลดูครับ

กระทรวงสาธารณสุข เตือนภัยประชาชน ที่ชอบปิดไฟดูทีวี ดูหรือส่งข้อความบนสมาร์ทโฟน ไอแพด ในความมืด จะเกิดโรคที่เรียกว่า “เทคโนโลยีซินโดรม “ สร้างความเครียดผู้ใช้ เพราะต้องเพ่งสายตาที่จอ ทำให้ความดันในลูกตาสูง เสี่ยงเกิดโรคต้อหินถึงขั้นตาบอดได้ 

 
แนะ วิธีใช้เครื่องมือให้ปลอดภัยกับสุขภาพ คือให้เปิดไฟดูทีวี หรือดูสมาร์ทโฟนในที่สว่าง ใช้ 25 นาที ให้พัก 5 นาที หรือใช้ 30 นาที พัก 10 นาที หากรู้สึกปวดตา ให้นอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมง ดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในดวงตา พร้อมแนะประชาชนที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป พบจักษุแพทย์ปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจค้นหาโรค ต้อหิน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน เสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้สูงกว่าคนทั่วไป 5-7 เท่าตัว หากพบและรักษาทันท่วงทีจะลดการสูญเสียการมองเห็นได้
 
วิธี รักษาด้วยตนเอง สามารถทำได้ง่ายๆ คือให้นอนหลับเป็นเวลา 7 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ซึ่งจะเป็นการรักษาที่ให้ผลดีที่สุด และดื่มน้ำบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มน้ำให้ตาให้ชุ่มชื้นขึ้น หรือทำประคบเย็น โดยให้ใช้ผ้าขนหนูหนาหรือผ้าเช็ดหน้า พับ 3 ส่วน นำไปแช่น้ำที่มีน้ำแข็งจนเย็น บิดหมาด ๆ วางปิดตั้งแต่ขมับให้ทับพาดผ่านดวงตา เว้นสันจมูก ไปถึงขมับอีกข้าง ถ้าเย็นเกินไปให้เอาออก หากหายเย็นให้นำไปแช่น้ำเย็นใหม่อีกครั้ง ติดต่อกันอย่างน้อย 20 นาที พัก 1 นาที วันละ 2 หน จะช่วยลดความเครียด เพิ่มความชุ่มชื้นให้ดวงตา นอกจากนี้ควรเปิดไฟดูทีวี การ อ่านหนังสือในที่แสงสว่างเพียงพอ ดีที่สุดควรใช้เทคโนโลยีเท่ที่จำเป็น ใช้ให้ปลอดภัย เหมาะสม คือใช้นานประมาณ 25 นาที และให้พัก 5 นาที หรือใช้นาน 30 นาที และพัก 10 นาที เปลี่ยนอิริยาบถสลับกันไป จะช่วยได้ให้เหมาะสม ถ้าไม่จำเป็นอย่ายุ่งกับเทคโนโลยี ให้ควบคุมใจตัวเอง
Credit:smartsme

เห็นแบบนี้แล้วเพื่อนๆควรที่จะลด การเล่นลงนะครับเพราะมันทำลายสุขภาพแล้วยังทำลายอุปนิสัยของเราลงไปอีกด้วย เพราะงั้นก่อนนอน ก็ลดการเล่นมือถือสาร์ทโฟนลงบ้างนะครับเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคตนะครับผมแล้วพบกันใหม่กับ 
B-Healthy สุขภายง่ายๆเริ่มต้นที่ตัวเรา สวัสดีครับ

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

เรื่อง กล้วยๆ ที่ไม่กล้วยเลย


วันนี้มาพบเรื่อง กล้วยๆที่ประโยชน์มันไม่กล้วยเลย กล้วยก็เป็นผลไม้อีกชนิดนึงที่เราหลายๆคนคุ้นเคยกันดีไม่ว่าจะอยู่ในอาหาร ของหวานหรือกินตอนสุกงอม มีสรรพคุณทางยา มากมายตั้งแต่ต้นจนผลเรียกได้ว่ามันอยู่กับเรามาเนิ่นนาน ลองรับชมประโยชน์เพิ่มเติ่มของกล้วยดูนะครับผม

ขึ้นชื่อว่า "กล้วย" ไม่ว่าจะสายพันธ์ไหน ต่างก็มีสารอาหารและวิตามินจำนวนมาก โดยเมื่อเทียบกับแอปเปิ้ลแล้วกล้วยมีโปรตีนมากกว่าถึง 4 เท่า มีคาร์โบไฮเดรตมากกว่า 2 เท่า มีฟอสฟอรัสมากกว่า 3 เท่า มีวิตามินเอและแร่ธาตุเหล็กมากกว่า 5 เท่า แถมอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งถือเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ รวมไปถึงระบบประสาท ทั้งยังช่วยให้ควบคุมความดันโลหิตด้วย


                "กล้วย" ยังสามารถช่วยทำให้เราอิ่มท้อง เนื่องจากกล้วยหอม 100 กรัม สามารถให้พลังงานมากถึง 120 กิโลแคลอลี่ ต่อหน่วย ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า การทานกล้วยเพียง 2 ใบ สามารถให้พลังงานเพียงพอสำหรับการออกำลังกาย หรือทำงานหนักนานถึง 90 นาที จึงเป็นเหตุผลให้นักกีฬาในหลายๆ ประเภท โดยเฉพาะกีฬาเทนนิส นิยมรับประทานกล้วยในขณะที่ทำการแข่งขัน รวมถึงคนที่ชอบเล่นฟิตเนสหรือลดน้ำหนักที่งดอาหารเย็น มักจะกินกล้วยให้อิ่มท้อง และงดอาหารกลางคืน โดยไม่ขาดสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายแต่อย่างใด

 และเมื่อรับประทานกล้วยหนึ่งใบ ร่างกายเราจะได้รับสารอาหารดังต่อไปนี้

1. วิตามินบี 1 และบี 2 ซึ่งจะช่วยเร่งการเผาผลาญน้ำตาลและไขมัน ป้องกันอาการตัวบวม และฟื้นฟูร่างกายจากความเหนื่อยล้า

2. เกลือแร่ อาทิเช่น โปรเตสเซียม ที่ช่วยในการขับโซเดียมออกทางปัสสาวะ แมกนีเซียม ซึ่งช่วยควบคุมความดันเลือด และการทำงานของแคลเซียม

3. เส้นใยอาหาร ซึ่งช่วยในการบรรเทาอาการท้องผูก

4. ช่วยทำดีท็อกซ์ แป้งในกล้วยดิบมีฤทธิ์ในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ส่วนในกล้วยสุกจะช่วยเพิ่มความต้านทานของร่างกาย และป้องกันหวัดได้เป็นอย่างดี

5. สารโพลีฟินิล มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความแก่

6. สารยูจินอล ช่วยเร่งการพัฒนาสภาพร่างกาย

7. เซโรโทนิน ช่วยลดความหงุดหงิด และทำให้ความอยากอาหารลดลง

8. มีเอ็นไซต์ช่วยในการย่อย ทำให้การย่อย การดูดซึมอาหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กระเพาะและลำไส้จึงไม่ต้องทำงานหนักเท่าไหร่นัก

9. น้ำตาลในกล้วย เช่น กลูโคส ฟลุกโตส ซูโคส ช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงาน พร้อมกับช่วยลดความต้องการในการบริโภคน้ำตาลในแต่ละวันลดลง เพราะสามารถทดแทนความหวานได้

10. ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับเซลล์ NK ซึ่งเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการจัดการกับมะเร็ง

                 สำหรับสาวๆ คนไหนที่กำลังมองหาสูตรลดน้ำหนักจากกล้วย ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวกหนุ่มสาวสามารถทำได้อย่างง่ายๆ ด้วยตัวเอง และไม่เกี่ยงสถานที่ว่าจะต้องเป็นที่ไหน เพียงแค่ทานกล้วยหอม 1-2 ใบ พร้อมกับน้ำเปล่าในอุณหภูมิห้องในตอนเช้าตอนตื่นนอน ส่วนมื้อกลางวันและเย็นสามารถทานอาหารได้ตามปกติ แต่อาจเพิ่มอาหารว่างในตอนบ่ายสาม

                 สายพันธุ์ของ "กล้วย" ที่ควรรับประทานเพื่อลดน้ำหนัก ควรเป็น "กล้วยหอม" เพราะมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบอยู่น้อย เมื่อเทียบกับกล้วยในสายพันธุ์อื่นๆ แต่เราสามารถใช้กล้วยประเภทอื่นๆ มาทดแทนได้ ทั้งกล้วยน้ำว้า กล้วยไข่

เป็นไงครับ อย่างที่ผมบอกใช่ม๊าาา เรื่อง กล้วยๆที่ไม่กล้วยเลยหวังว่าทุกคนจะได้รับความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องกล้วยๆนี้นะครับผม ขอบคุณทุกคนที่คอยติดตามนะครับผม แล้วพบกันใหม่กับ  B-Healthy

วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2557

"เบียร์ชาเขียวมัทฉะ" กับวิธีทำง่ายของเทรนด์ดื่มเบียร์เพื่อสุขภาพจากญี่ปุ่น

วันนี้ก็มีเรื่องราวดีๆมาบอกกับทุกคนที่ชื่นชอบการดื่มเบียร์ ประโยชน์ของการดื่มในปริมาณที่พอเหมาะกับการใช้ส่วนผสมที่ลงตัว ลองรับชมข้อมูลดูครับ คุณรู้หรือไม่? การดื่มเบียร์ไม่เพียงแต่สร้างบรรยากาศในการปาร์ตี้สังสรรค์ หรือก่อโทษทำให้คนอ้วนลงพุงเพียงอย่างเดียว แต่หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ "เบียร์" จะสร้างประโยชน์แก่ร่างกายไม่น้อย ซึ่งจะช่วยลดการก่อตัวของกรดอะมิโน โฮโมซิสเตอีน ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคหัวใจ เนื่องจากในเบียร์มีวิตามินบี 6 อยู่จำนวนมาก

จึงเกิดเป็นไอเดียมิกซ์แอนแมทช์เพื่อสุขภาพของชาวญี่ปุ่น ที่คิดค้น "เบียร์ชาเขียวมัทฉะ" เบียร์รสชาติแปลกใหม่ที่ชาวญี่ปุ่นคิดค้นขึ้นมาเอง ซึ่งมีวิธีการทำง่ายๆ สามารถนำไปทำเองที่บ้านได้ เป็นทางเลือกใหม่ของคนที่หลงใหลการดื่มเบียร์ชิลๆ โดยที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะ "ชาเขียว" มีประโยชน์ในตัวอยู่แล้ว ทั้งลดความอ้วน ช่วยลดไขมันในเลือด ช่วยโรคเส้นเลือดอุดตัน ต่อต้านอนุมูลอิสระ และต่อต้านมะเร็ง เป็นพื้นฐานของชาวญี่ปุ่นอยู่แล้วที่นิยมทานอาหารที่ส่งผลบวกต่อสุขภาพ รวมถึงการดื่มเบียร์ด้วย

ทั้งนี้ วิธีการทำต้องใช้เบียร์ชนิดอ่อนมาผสมกับผงมัทฉะ และผงชาเขียวจะช่วยลดความความเข้มข้นของเบียร์ให้จาง ชะลออาการเมาให้ช้าลงอีกด้วย

โดยใช้เบียร์รสอ่อนมาผสมกับผงมัทฉะ แถมข้อดีของเบียร์มัทฉะก็คือผงชาเขียวจะไปลดความขมและความเข้มข้นของเบียร์ ทำให้เมาช้าอีกด้วย สำหรับวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทำมีดังนี้ 1.ชาเขียวมัทฉะแบบผงประมาณ 6 กรัม (เทียบปริมาณต่อ 1 ถ้วย) 2.น้ำร้อน 3.ที่กรองชา 4.แปรงตีชา 5.ถ้วยชา 6.เบียร์ (ควรใช้เบียร์รสอ่อน)

1. ขั้นตอนแรก กรองผงชาเขียวด้วยที่กรองชา เพื่อให้ได้ผงชาที่ละเอียดที่สุด 



2. ตักผงชาใส่ถ้วยชา พร้อมละลายกับน้ำร้อน คนให้ละลายด้วยแปรงชงชาเขียว ให้ส่วนผสมกลายเป็นเนื้อเดียวกัน









3. ตักชาเขียวลงในแก้วที่เตรียมไว้ จากนั้นเทเบียร์ชนิดอ่อนลงไป 





4. รอส่วนผสมระหว่างเบียร์และชาเขียวเข้ากันทั้งหมด เป็นอันเสร็จ



Credit rocketnews24.com

เป็นไงบ้างครับกับการชงชาที่สุดแสนจะง่ายกับเบียร์ที่หลายๆคนชื่นชอบ กินแล้วให้ความแข็งแรงถูกใจคนชอบดื่ม แต่ก็ไม่ควรกินมากจนเกินไปนะครับ ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะสมนะครับอย่างไรก็ตามขอบคุณทุกคนที่ติดตามนะครับผมกับ
 B-Healthy แล้วพบกันใหม่ครับ

วันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ประโยชน์จาก "วิตามินบี 3" ลดความอยากสุรา

  วันนี้กับประโยชน์ดีๆจากวิตามิน ซึ่งวันนี้จะขอเสนอวิตามินที่คุณรู้แล้วสามารถนำไปบอกเพื่อนๆหรือคนที่คุณรักช่วยเค้าเลิกเหล้าได้เพราะวิตามินตัวนี้ ถ้าจะพูดถึงประโยชน์จากวิตามินบี 3 แล้วหล่ะก็จะพบว่าวิตามินบี 3 มีสรรพคุณมากมาย อาทิเช่น ช่วยบรรเทาคอเลสเตอรอลสูง ลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ บรรเทาสิวชนิดผื่นแดงอักเสบ ลดความอยากดื่มสุรา รู้ถึงประโยชน์อย่างนี้แล้ว เราไปดูกันดีกว่าว่ามีอาหารอะไรบ้างที่ได้วิตามินบี 3  ไปดูกันเลย


1. เนื้อสัตว์

2. ไข่ไก่

3. จมูกข้าว

4. ขนมปังโฮลมีล
ที่มา : Smart SME

เป็นไงบ้างกับข้อมูลวิตามินบี3 ที่สามารถช่วยให้คุณที่ติดสุราให้มีลดความอยากสุราได้ 
 อย่างไรก็ตามขอบคุณทุกทานที่ติดตามครับผมกับ B-Healthy แล้วพบกันใหม่ครับ

วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2557

"แคบหมู" กับประโยช์ที่คุณไม่รู้


[product13.jpg]

วันนี้ผมได้ไปอ่านเกี่ยวกับเรื่องแคปหมูมา ผมว่ามันน่าสนใจมากมีหลายๆท่านยังไม่ทราบประโยชน์ของมันรวมถึงผมด้วย ซึ่งพอทราบแล้วก็ถึงบางอ่อ อืมมม ประโยชน์ดีๆ จากแคปหมู มีประโยชน์มากกว่าอาหารทอดหลายๆตัวอีก ลองรับข้อมูลกันดูครับผม

 หากทุกคนทานแคบหมูไม่บ่อยเกินไป เน้นนะครับ ไม่บ่อยเกินไม่ใช่กินทุกวันนะฮัฟ เนื่องด้วยแคปหมูก็ไม่ได้เป็นอาหารที่เลวร้ายอะไรเพราะแคปหมูมีคาร์โบไฮเดรตและไขมันค่อนข้างต่ำ แถมโปรตีนสูงซึ่งปริมาณโปรตีนในแคบหมูนั้น มากกว่ามันฝรั่งทอดกรอบถึง 9 เท่า และมีปริมาณไขมันน้อยกว่ามันฝรั่งทอดกรอบด้วย ยิ่งไปกว่านั้นคือ 43% ชองไขมันในแคบหมูนั้นเป็นไขมันไม่อิ่มตัว และเป็นกรดโอเลอีกซึ่งเป็นกรดชนิดเดียวกันกับน้ำมันมะกอก และอีก 13% เป็นกรดสเตียริก ซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวชนิดหนึ่งที่ปลอดภัย และไม่เพิ่มระดับคอเลสเตอรอล

credit: smartsme

จะเห็นว่าข้อมูลข้างต้นที่กล่าวมา ก็เป็นความรู้ส่วนหนึ่งที่ทำให้เราสามารถเลือกกินอาหารได้มากขึ้นโดยไม่ต้องเป็นกังวล แต่ถึงกระนั้นเราก็ควรกินอาหารให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่กินอะไรมากจนเกินไปและน้อยจนเกินไปเพื่อให้เกิดความสมดุลของร่างกาย อย่างไรก็ตามขอบคุณทุกทานที่ติดตามครับผมกับ B-Healthy แล้วพบกันใหม่ครับ