วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ถ้าปวดหัวอะ แก้ง่ายๆ แค่กิน !!

  • อ่าปวดหัวอ่าทำไงดีๆ กินยาไง!
    อ่า ยาอีกแล้วหรอ ไม่อยากกิน อ่า มีอย่างอื่นไหมอ่า?
    อยากได้อย่างอื่นหรอ นี่เลย อีกหลาย
    ทางเลือกสำหรับคนที่ไม่ชอบกินยาแก้ปวดหัว
    มีตัวช่วยอีกหลายตัวที่สามารถ
    ช่วยคุณได้ เพียงแค่คุณกิน ลองรับชมด้านล่างนี้นะครับผม

  • เรามาดูกันว่า อาหารอะไรบ้างที่ทำให้อิ่มท้อง แถมยังเป็นยาช่วยรักษาร่างกายได้ด้วย ไปดูกันเลย !!
  •  
  • ปลาทะเล 

              เช่น ปลาทู ปลาแซลมอน ปลากะพง เนื่องจากปลาทะเลมีโปรตีนสูงซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในร่างกายให้คงที่ เมื่อระดับน้ำตาลคงที่อาการปวดหัวก็จะลดลง รวมทั้งมีกรดไขมันโอเมก้า-3 ที่เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกายเป็นตัวช่วยลดการอักเสบลดอาการปวด
  • กล้วย

              กล้วยเป็นผลไม้ที่มีสารอาหารที่ดีต่อร่างกายหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี และที่สำคัญมีแร่ธาตุโพแทสเซียม ที่ช่วยปรับสมดุลแร่ธาตุในร่างกาย จากการศึกษาพบว่ากล้วยช่วยลดความเครียดและทำให้เกิดความสุข
  • ขิง 

              ขิงสามารถนำมาปรุงอาหารได้ทั้งคาวและหวาน หรือแม้กระทั่งเป็นเครื่องดื่ม ขิงจะช่วยให้ผ่อนคลาย เลือดลมไหลเวียนได้ดี
  • ข้าวโพด

              เนื่องจากข้าวโพด มีวิตามินบี 3 หรือไนอะซินสูง มีส่วนช่วยให้การไหลเวียนเลือดไปสู่สมองได้ดีขึ้น และลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ ทำให้คลายความเมื่อยล้าได้

  • Credit: smartsme

    เป็นไงบ้างครับกับข้อมูลพวกนี้ เพียงแค่คุณกินมัน มันก็สามารถช่วยให้อาการปวดหัวของคุณดีขึ้นมากนะครับ แบบนี้นี่เองที่เข้าเรียกว่า อาหารคือยา ผมก็หวังว่าทุกคนที่มาอ่านจะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับผมแล้วกันใหม่กับ 
    B-Healthy 

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อาหารเช้าเมื่อนี้ที่ไม่ควรพลาด!! เพราะอะไรมาดูกัน

       เพื่อนๆหลายๆคนลืมทานอาหารเช้ากันบางหรือปล่าว ถ้าลืมเรามาทำความเข้าใจกันดีกว่าว่าทำไมเราจึงไม่ควรพลาดอาหารมื้อสำคัญอย่างมื้อเช้านี้  เรามักได้ยินข้อคิดเตือนใจต่าง ๆ ที่กระตุ้นให้เห็นความสำคัญของการกินอาหารเช้า เช่น "อาหารเช้าเปรียบเสมือนขุมพลังประจำวันที่ไม่ควรมองข้าม" หรือ "จงกินอาหารเช้าให้เต็มอิ่มและเต็มที่ ประหนึ่งว่าคุณเป็นพระราชา" ซึ่งสำหรับผู้ที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำคงเข้าใจถึงคุณประโยชน์เป็นอย่างดี แต่สำหรับคนที่ไม่ได้กินอาหารเช้า ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม คุณได้พลาดช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะได้ชาร์จแบตอย่างเต็มที่ เพื่อรับความกระปรี้กระเปร่าตลอดทั้งวันไปเสียแล้วล่ะ

          สาเหตุหลักของการละเลยอาหารเช้า มักมาจากการที่เราเลือกที่จะไม่กินมาโดยตลอดจนติดเป็นนิสัย และบางทีการรับประทานอาหารเย็นมื้อใหญ่ หรือกินของจุบจิบตลอดเวลาจนกระทั่งเข้านอน ก็อาจเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณรู้สึกไม่อยากกินอาหารเช้าก็เป็นได้

          แต่คุณรู้หรือไม่ว่าการงดรับประทานอาหารเช้าโดยจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ผลที่ตามมาคือ ร่างกายจะขาดความสามารถในการควบคุมน้ำหนัก นั่นหมายความว่า คนที่ไม่กินอาหารเช้าเป็นประจำมีแนวโน้มที่จะกินอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง และมักจะมีพฤติกรรมเลือกที่จะบริโภคอาหารที่มีไขมัน แคลอรี่ และน้ำตาลสูงกว่าคนที่รับประทานอาหารเช้า แถมยังเลือกที่จะกินผักและผลไม้น้อยลงกว่าปกติ ซึ่งพฤติกรรมทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคอ้วน และโรคอื่น ๆ ที่ติดตามมากับความอ้วน

เพื่อนๆคงได้รับความรู้ในเรื่องทำไมเราไม่ควรละเลยอาหารเช้าแล้วนะครับเพราะงั้นก็อย่าลืมกินอาหารเช้ากันนะครับผม แล้วพบกันกับ

B-Healthy 

วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Repair Youth form Herbs สมุนไพรสุดแจ่มที่ช่วยเพิ่มฟื้นฟูตวามสาวแก่หญิงสาว

สมุนไพรสุดแจ่มที่ช่วยเพิ่มฟื้นฟูตวามสาวแก่หญิงสาว ได้ยินแล้วคุณอาจจะไม่เชื่อแต่ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบทความนี้ลองรับชมกันครับผม หญ้ารีแพร์ เปิดสรรพคุณ หญ้าฮี๋ยุ่ม สมุนไพรไทยคืนความสาว เจาะข่าวเด่น เจาะลึก หญ้าฮี๋ยุ่ม พร้อมกับเรื่องของ ต้นแม่ฮ้างสามสิบสองผัว

            หญ้าฮี๋ยุ่ม หรือ หญ้ารีแพร์ กลายเป็นพืชที่ได้รับความสนใจขึ้นมาอย่างมาก หลังได้มีการนำเสนอในฐานะหญ้าตัวเด่นในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ซึ่งจะจัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ในวันที่ 3-7 กันยายน 2557 หญ้าฮี๋ยุ่ม สรรพคุณเป็นอย่างไร วิธีการใช้ต้องทำอย่างไร มาไขความสงสัยไปกับการพูดคุยกับนายแพทย์ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และเภสัชกรหญิงสุภาพร ปิติพร หัวหน้าเภสัชกร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ในรายการเจาะข่าวเด่น ที่ออกอากาศไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ที่ผ่านมา

            หญ้าฮี๋ยุ่ม ตั้งท่าเป็นพืชนางเอกในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 11 ไปเสียแล้ว ซึ่งเป็นงานประจำปีของกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อเผยแพร่ความรู้การใช้แพทย์แผนไทยในการดูแลตัวเองแก่ประชาชน โดย นายแพทย์ธวัชชัย กล่าวว่า ในปีนี้สนับสนุนเรื่องการดูแลตัวเองของผู้หญิงเป็นพิเศษ จึงเน้นไปที่พืชสมุนไพรสำหรับผู้หญิง โดยมีหญ้าฮี๋ยุ่มเป็นตัวชูโรง ด้วยสรรพคุณเป็นพืชสมุนไพรที่ภูมิปัญญาไทยเลือกใช้ในการดูแลหญิงหลังคลอด ด้วยการนำไปอาบ อบ และกิน ช่วยทำให้ผิวพรรณกลับมาเปล่งปลั่ง มดลูกเข้าอู่ และบาดแผลหายเร็วขึ้น 

            ในทางวิทยาศาสตร์พบว่าหญ้าฮี๋ยุ่ม ซึ่งเป็นพืชตระกูลเดียวกับไผ่ มีสาร "ซิลิกา" (silica) อยู่โดยธรรมชาติ ซึ่งสารตัวนี้เป็นสารต้นกำเนิดของคอลลาเจนและน้ำไขข้อในร่างกาย หากขาดสารนี้จะทำให้มีลักษณะแก่ก่อนวัย ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่งเต่งตึง หญิงหลังคลอดที่ต้องการฟื้นตัวได้ไว ภูมิปัญญาชาวบ้านก็ได้นำหญ้าตัวนี้เข้ามาช่วย 

            ส่วนเรื่องชื่อที่เรียกว่า หญ้ารีแพร์ repair นั้น เภสัชกรหญิงสุภาพร ก็เผยถึงที่มาของชื่อว่า ชื่อเดิมของหญ้าฮี๋ยุ่มนั้น ชาวบ้านเรียกกันมานานแล้วตามสรรพคุณของมัน แต่เรียกออกสื่ออาจจะลำบากหน่อย จึงได้ตั้งชื่อเรียกขึ้นใหม่ว่า หญ้ารีแพร์ นั่นเอง 

            ซึ่งหญ้ารีแพร์หรือหญ้าฮี๋ยุ่มนี้ ยังเป็นพืชที่เป็นเคล็ดลับของคนโบราณ ที่แม้จะมีลูกดกเป็นสิบคนแต่ก็ยังมีความสุขในชีวิตคู่ได้ ก็เพราะใช้หญ้าฮี๋ยุ่มเลยช่วยให้แม้ลูกมากแล้วช่องคลอดก็ยังคงกระชับ นอกจากนี้ในช่วง 30 กว่าปีที่แล้วก็มีการค้นพบสารพิเศษในไผ่ มีการสกัดออกมาเป็น "แบมบู ซิลิกา" (bamboo silica) มีคุณสมบัติเพิ่มการสร้างคอนเนคทีฟ ทิชชู (connective tissue) เพิ่มความยืดหยุ่น เพิ่มน้ำเมือก ทำให้มีการหล่อลื่นได้ดีขึ้น เหมือนอย่างที่ชาวบ้านบอกว่าใช้หญ้าตัวนี้แล้วเปิดปุ๊บติดปั๊บ ไม่ต้องรอนานที่จะมีอะไรกัน 

            ส่วนงานวิจัยรับรองของหญ้าฮี๋ยุ่มในไทยตอนนี้ยังไม่มีอย่างเป็นทางการ แต่ทางกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ก็จะดำเนินการวิจัยให้เป็นแบบแผนต่อไปเพื่อเป็นหลักประกันความมั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ซึ่งทางนายแพทย์ธวัชชัย เผยว่า เชื่อได้ว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพพอสมควร เนื่องจากมีการใช้กันมาหลายร้อยปี ไม่มีอันตราย เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวบ้าน หมอชาวบ้าน ผู้ใช้แล้วก็ยืนยันว่าได้ผลดี ทางกรมฯ เองก็สนับสนุนให้ใช้ เปรียบเหมือนอาหารหรือผักพื้นบ้านที่ช่วยบำรุงกำลังและรักษาอาการหลังคลอดได้ด้วย ส่วนทางต่างประเทศนั้น ก็มีงานวิจัยออกมาเกี่ยวกับสาร แบมบู ซิลิกา ว่าช่วยเรื่องให้เส้นเอ็น กระดูก และปอดแข็งแรง รวมถึงอวัยวะใดก็ตามที่ต้องการความยืดหยุ่นมีความแข็งแรงดี และช่วยเรื่องความเปล่งปลั่งของผิวพรรณด้วย 

สำหรับวิธีการใช้ประโยชน์จากหญ้าฮี๋ยุ่มหรือหญ้ารีแพร์นั้น สามารถใช้ได้ทั้งการกินและใช้ภายนอก การกินก็สามารถนำยอดหญ้าฮี๋ยุ่มมาลวกจิ้มน้ำพริก นำใบขยี้กับน้ำร้อน หรือต้มแล้วคั้นแต่น้ำดื่ม มีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยสมานแผล ทำให้ผิวเก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ผิวพรรณจึงชุ่มชื้น เปล่งปลั่งเต่งตึง ส่วนการใช้ภายนอก คนโบราณการนำมาตำหรือขยี้แล้วโปะแผล ต้มน้ำอาบ หรือเอาน้ำซะ (น้ำจากการชะล้างหลาย ๆ รอบ) อาบ ช่วยให้แผลหายไว และที่สำคัญคือใช้ในการอยู่ไฟสำหรับหญิงหลังคลอด โดยให้นำหญ้าฮี๋ยุ่มตากแห้งมาก่อไฟ ใช้ไม้ผุเป็นเชื้อไฟพอให้ไฟคุนิด ๆ (ใช้ไม้ผุไฟจะได้ไม่ให้ความร้อนมากเกินไป) แล้วนั่งเอาไอรม รมครั้งละ 10-15 นาที ทำเช้า-เย็นเป็นเวลา 7-10 วัน ช่วยให้มดลูกเข้าอู่ ลดบวม ช่วยลดน้ำหนัก ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ความร้อนช่วยลดบวมได้ หญิงหลังคลอดที่มีปัญหาเรื่องหย่อนยานและบวมจึงทำได้ผลดี ซิลิกาที่มีก็ช่วยเรื่องการสมานแผล เสริมสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายไวไม่ติดเชื้อ ส่วนผู้หญิงทั่วไปที่ต้องการทำเพื่อสรรพคุณกระชับช่องคลอด ให้ทำในลักษณะอบไอน้ำ คือนำหญ้าไปต้มแล้วนั่งเอาไอน้ำรมแทน

            สำหรับในผู้ชายก็สามารถใช้ประโยชน์จากหญ้าฮี๋ยุ่มได้เช่นกัน ทั้งเรื่องช่วยบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น ใช้ในการรักษาบาดแผล และสามารถทำในลักษณะอบไอน้ำเพื่อบรรเทาอาการริดสีดวงด้วย 

            ในต่างประเทศมีการนำสารสกัดแบมบู ซิลิกา ไปผสมเครื่องสำอางเพื่อช่วยให้ผิวพรรณยืดหยุ่นเปล่งปลั่ง นับว่าเป็นสารที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในวงกว้างอยู่แล้ว ส่วนทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเองก็ได้นำสารตัวนี้ไปเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในไลน์ "บัวไผ่ข้าว" ด้วยเช่นกัน ส่วนโครงการต่อไปเกี่ยวกับหญ้าฮี๋ยุ่ม ก็จะมีสปาหญ้าฮี๋ยุ่ม ที่จะช่วยเสริมคอลลาเจนทำให้ผิวพรรณสดใสและดูแลผู้หญิงหลังคลอด 

ทั้งนี้นอกจากหญ้าฮี๋ยุ่มแล้ว ในงานก็ยังมีพืชสมุนไพรสำหรับคุณผู้หญิงที่น่าสนใจตัวอื่น ๆ อีก เช่น ต้นแม่ฮ้างสามสิบสองผัว ซึ่งนำไปทำเป็นยาบำรุงสำหรับผู้หญิงตำรับเฉพาะของชาวเลย โดยมีตำนานเล่าขานเรื่องที่มาของชื่อว่า หญิงรายหนึ่งบำรุงตัวด้วยพืชชนิดนี้จนแข็งแรงเรื่องอย่างว่ามากจนสามีสู้ไม่ไหว แต่งกับใครเป็นต้องเลิกไปถึง 32 คน ที่สุดก็เลยต้องไปบวชชี, ต้นจีผาแตก โดยจีเป็นภาษาเหนือแปลว่าเจาะ ความหมายโดยรวมของชื่อออกจะทะลึ่งนิดหน่อย และที่จริงแล้วเป็นพืชที่บำรุงได้ทั้งหญิงและชาย แต่ว่ากันว่าผู้ชายไม่ค่อยยอมให้ผู้หญิงกิน เพราะกลัวว่าผู้หญิงจะอยู่ข้างบนนั่นเอง

ขอขอบคุณ http://www.smartsme.tv/ และทุกท่านที่เข้ามารับชม B-Healthy นะครับผมแล้วพบกันใหม่นะครับผม

วันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Yin Yang Style


กินแบบหยิน-หยาง สร้างสมดุล

หลักการอันสวยหรู : ตามติดความเชื่อของลัทธิเต๋า ทุกสิ่งบนโลกต้องมีของคู่กันเสมอเพื่อความสมดุล เช่นเดียวกับอาหารที่มีทั้งหยินและหยาง การเลือกกินอาหารจึงมีผลต่อสภาวะสมดุลของร่างกาย อู้นับถือๆ

แล้วจะกินอย่างไรละ : ในแต่ละมื้อควรเลือกอาหารที่มีทั้ง "หยิน" และ "หยาง" หรือมีความเป็นกรด-ด่างในสัดส่วนที่พอเหมาะ โดยร่างกายแต่ละคนจะมีความเป็นหยินหยางต่างกันไป ถ้ามีความเป็นหยินมาก ก็ควรเลือกกินอาหารประเภทหยางเพื่อให้ร่างกายสมดุล โดยอาหาประเภทหยิน คืออาหารที่เมื่อกินเข้าไปแล้วทำให้รู้สึกเย็นมีรสชาติเค็ม เปรี้ยว และขม รวมถึงอาหารที่ปรุงด้วย การต้ม นึ่ง ตุ๋น ส่วนอาหารจำพวกหยาง คือ อาหารที่ให้ความร้อน มีรสชาติเผ็ด หวาน รวมถึงอาหารที่ปรุงด้วยการย่าง ทอด รมควัน อ๋อแบ่งออกเป็นแบบนี้นี่เอง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฎิบัติ : เมื่อหยินและหยางในร่างกายมีความสมดุล การเกิดโรคภัยและความเจ็บป่วย ก็จะน้อยลง ต้องทำแล้วละจะได้ไม่เป็นหวัดบ่อยๆแล้วละ

วันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Mediterranean Style


กินแบบเมดิเตอร์เรเนียน
                          ห่างไกลหลายโรค

หลักการสวยหรู : มีผลการวิจัยระบุว่าประชากรแถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เป็นพวกที่มีสุขภาพดีที่สุดในยุโรป เหตุผลหลักส่วนหนึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากเรื่องอาหาร อันประกอบด้วยปลา ผัก ผลไม้ น้ำมันมะกอกและถั่ว ซึ่งดีต่อหัวใจและสุขภาพร่างกาย น่าสนใจอ่า


แล้วจะกินอย่างไรละ : 
ชาวเมดิเตอร์เรเนียนกินผักและผลไม้หลากหลายชนิดในแต่ละมื้อ กินเนื้อสัตว์ใหญ่น้อย แต่เน้นกินปลา อาหารทะเล ไก่ และถั่วชนิดต่าง ๆ ใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหาร ที่สำคัญไม่กินเมื้อใดมื้อหนึ่งมากเกินไป ว๊าววววววว ง่ายๆแค่นี้เอง


ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฎิบัติ : อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิต โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบ รวมทั้งโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ทำง่ายๆแถมสุขภาพดีแบบนี้ต้องทำตามซะแล้วละ

วันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

Okinawa Style


กินแบบโอกินาวา สุขภาพดี
หลักการอันสวยหรู : ชาวเกาะโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น เป็นกลุ่มคนที่มีอายุยืนที่สุดในโลกเพราะพวกเขามีคำพูดติดปากเสมอว่า "กินอาหารเป็นยา" จึงมักจะคิดให้รอบคอบก่อนกิน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือไม่ตามใจปาก รวมทั้งมีวัฒนธรรมการกินอาหารเกือบอิ่มที่เรียกว่า "ฮาราฮาชิบุ" หรือกินแค่ 8 ใน 10 ส่วน เน้นกินของที่หาได้ตามธรรมชาติและผ่านการปรุงน้อย อู้ๆๆเป็นแบบนี้นี่เองอ๊า

แล้วจะกินอย่างไรละ : ชาวโอกินาวาเน้นกินผักผลไม้ ปลา ทะเล บริโภคเนื้อแดงและผลิตภัณฑ์นมน้อยมาก ทำให้ได้รับไขมันอิ่มตัวน้อย กินเกลือก็น้อยมาก วันละไม่ถึง 3ช้อนชา ซึ่งช่วยลดอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงได้ดี และกินซุปมิโซะก่อนทุกมื้ออาหาร ช่วยเพิ่มพื้นที่ในกระเพาะอาหาร ทำให้กินได้ไม่มากและไม่อ้วน รวมทั้งกินข้าวแต่ละคำช้า ๆ เคี้ยวนาน ๆ ทำให้รับรู้รสชาติอาหารได้ดี และช่วยให้ไม่กินมากเกินไป O_o!โอ๊ะทำกันอย่างงี้นี่เองอ่ะ

ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฎิบัติ : กินแบบโอกินาวาจะกินแบบพอดี ๆ ไม่อิ่มจนเกินไป ทำให้ระบบการย่อยอาหารไม่ทำงานหนักเกินไป เมื่อกินน้อยจึงพอดีกับร่างกาย ทำให้ไม่อ้วน ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ ความดันโลหิตและคอเลสเตอรอลไม่สูง กินดีสุขภาพดีแบบนี้มีความสุขจังเลย แบบนี้สินะความลับของความสวยของสาวโอกินาวา

Raw Food อาหารพลังชีวิต


Raw Food อาหารพลังชีวิต

หลักการที่สวยหรู : ทฤษฎีนี้เชื่อว่าอาหารสดมีเอนไซม์ช่วยย่อยอยู่ตามธรรมชาติ ถ้าเราปรุงด้วยความร้อน เอนไซม์นั้นจะถูกทำลาย ยิ่งกินอาหารปรุงสุกมาก ๆ ร่างกายจะต้องทำงานหนักจนเกิดปัญหาในระบบการย่อย ทำให้ขาดสารอาหาร แก่ก่อนวัย และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น o_O!!

แล้วเราจะกินอย่างไรละ : Raw Food เน้นผักสด ผลไม้ ต้นอ่อนของเมล็ดพืช โดยไม่ผ่านกระบวนการปรุงแต่งทางเคมีใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่มีแป้งและน้ำตาล ไม่ใช้ความร้อนเกิน 42 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอุณหภูมิที่เอนไซม์และแบคทีเรียที่ดีในอาหารยังไม่ถูกทำลายไป อืมมมแบบนี้นี่เอง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฎิบัติ : นอกเหนือจากจะได้รับสารอาหารและเอนไซม์ที่อยู่ในอาหารอย่างเต็มที่ ยังดีต่อระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่าย และยังเป็นเหมือนการล้างสารพิษในร่างกายรูปแบบหนึ่งด้วย ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง

น่าลองไปนำไปใช้ดูนะ (>.<)V